Saya no uta ฝันร้าย
posted on 04 May 2009 22:00 by bekung in diary
เสียงโทรศัพท์ของเรียวโกะที่ดังขึ้น ดึงความสนใจของเธอออกมาจากกองเอกสารบนโต๊ะ
ชื่อของโคจิปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ เรียวโกะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ผมค้นบ้านของฟุมิโนริแล้วครับ" น้ำเสียงของโคจิฟังดูเหมือนกับคนหมดสิ้นเรี่ยวแรงทั้งกายและใจ
ถ้อยคำบอกเล่าถึงสิ่งต่างๆที่เขาได้พบเห็นมา พรั่งพรูออกมาจากปากของโคจิผู้เพิ่งจะประสบพบเจอกับความจริงที่น่าพรั่นพรึงอย่างไม่ขาดสาย เรียวโกะได้แต่รับฟังโดยไม่พูดอะไร
"ถ้าเป็นแบบนี้ โอมิ... หรือแม้แต่โย... คงไม่รอดแล้ว" โคจิโทษตัวเองที่ไม่เชื่อเรียวโกะตั้งแต่แรก
"แต่ถ้ายังโทรศัพท์มาได้แบบนี้ ก็แสดงว่ายังไม่ได้ทำอะไรโง่ๆลงไปล่ะนะ"
เรียวโกะย้ำกับโคจิอีกครั้งว่าอย่าทำอะไรโง่ๆ ก่อนเธอจะตามไปสมทบ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว คราวนี้ข้อมูลที่เรียวโกะมีอยู่ทำให้เธอมั่นใจพอที่จะบอกกับโคจิแบบนั้นได้แล้ว
โคจิบอกเธอว่าตอนนี้ฟุมิโนริรู้แล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าใครช่วยเขาออกมา ถึงเรียวโกะจะโกรธที่โคจิทำอะไรไม่ยั้งคิดแต่ก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้มีแต่ต้องใช้ความกดดันที่โคจิสร้างไว้ให้ฟุมิโนริให้เป็นประโยชน์ และนั่นก็รวมไปถึงเรื่องของบุคคลที่สาม อย่างเธอเองด้วย
"ชั้นจะจัดการเรื่องเอกสารพวกนี้ให้เสร็จในเย็นนี้ คงจะไปถึงโตเกียวราวๆเที่ยงคืน ระหว่างนั้นอย่าไปสร้างปัญหาเพิ่มอีกล่ะ"
"....ครับ"
น้ำเสียงของโคจิไม่มีความคิดต่อต้านหลงเหลืออยู่แล้ว สิ่งเดียวที่เขาต้องการตอนนี้คือการสังหารฟุมิโนริด้วยมือตนเอง แต่เพื่อการนั้นเขาต้องยอมรับความช่วยเหลือจากเรียวโกะ ผู้ที่มีพื้นฐานและสารบบความคิดที่แตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ซึ่งมันก็เป็นค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกันดี
------------------------------------------------------------------------------------------
ผ่านมากว่าสามเดือนแล้วที่ฟุมิโนริไม่ได้ขับรถ ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุครั้งนั้น เขาแทบจะแยกความแตกต่างของรถกับถนนไม่ออกด้วยซ้ำ ความคิดเรื่องจะใช้รถ ไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลยจนกระทั่งเมื่อเช้านี้
ตอนที่เขาตัดสินใจจะย้ายหนีออกจากบ้าน หลังจากได้รับโทรศัพท์จากโคจิ ซายะเป็นคนบอกว่า สมัยที่เธอยังอยู่ที่บ้านของศาสตราจารย์โอไก ยังมีบ้านร้างอีกหลังหนึ่งบนภูเขา พวกเราน่าจะใช้ที่นั่นเป็นที่หลบซ่อนตัวได้ อีกอย่าง ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่นาน เพื่อนบ้านคนอื่นก็จะสังเกตได้ว่าครอบครัวสุซุมิหายตัวไป
ฟุมิโนริขับรถของบ้านสุซุมิออกไปตั้งแต่รุ่งสาง โดยมีซายะและโยแอบอยู่ที่เบาะหลัง สามเดือนที่ผ่านมาทำให้เขาเริ่มแยกระหว่างรถกับคนเดินถนนได้บ้างแล้ว ส่วนสัญญาณไฟและป้ายจราจรนั้นยังดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็พอเข้าใจว่าให้ทำอะไร อย่างน้อยเขาก็สังเกตได้ว่ารถคันอื่นกำลังเบรคหรือเลี้ยว
บนเนินเขารกร้างและวังเวง ปกคลุมไปด้วยป่ารกชัฎเหมือนจะซ่อนบ้านเก่าคร่ำคร่าหลังนี้เอาไว้จากสายตาผู้คน อดีตสนามเด็กเล่นของซายะสมัยยังอาศัยอยู่ในบ้านเก่าของโอไก ที่จริงเคยเป็นสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่เงียบสงบ แต่หลังจากที่เจ้าของล้มละลาย สถานที่นี้ก็ถูกทิ้งไว้ให้ผุพังไปตามกาลเวลา ไม่มีใครจดจำ
ที่จริงฟุมิโนริออกจะชอบบ้านหลังนี้เสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลที่สวนทางกับสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ กองขยะและวัสดุก่อสร้างที่กองอยู่ทั่วไปบริเวณหน้าบ้าน เปรียบเหมือนกับสิ่งกีดขวางชั้นดี สภาพบ้านแบบนี้คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้ยิ่งกว่าบ้านเขาซะอีก ในเมื่อมนุษย์ทั่วไปกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับฟุมิโนริ ก็มีแต่ที่แบบนี้เท่านั้นที่เขาจะพักผ่อนได้อย่างสบายใจ
ฟุมิโนริส่งซายะและโยไว้ที่บ้านร้างและลงจากเขาไปหาซื้อของจำเป็นนิดหน่อยก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง เขาส่งเสียงพอเป็นสัญญาณให้รู้ว่าไม่ใช่คนแปลกหน้า ก่อนจะลงไปยังชั้นใต้ดินที่ซายะและโยอยู่
"ที่นี่เป็นยังไงบ้าง ซายะ"
"ไปดูรอบๆมาแล้วล่ะ ไม่มีใครมาเลยตั้งแต่คราวก่อน ปลอดภัยแน่นอน"
ที่จริงเขาก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าสถานที่แบบนี้จะเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกแก๊งค์มอเตอร์ไซค์หรือพวกเร่ร่อนรึเปล่า แต่เมื่อได้ยินจากปากซายะที่เคยมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ ก็พอจะเบาใจได้
"สงสัยเพราะพวกกองขยะข้างหน้านี่ละมั้ง ว่ามั๊ย?"
ฟุมิโนริแกะห่อของที่เขาซื้อมาจากในเมืองให้ซายะดู หนึ่งในนั้นคือขวานผ่าฟืนใหม่เอี่ยม ยาวประมาณหนึ่งเมตร ฟุมิโนริลองเหวี่ยงขวานดูด้วยสองมือ ความรู้สึกคล้ายๆกับเหวี่ยงไม้เบสบอล คมมีดที่แหวกอากาศด้วยแรงขนาดนั้น น่าจะเพียงพอที่จะบั่นคอคนให้ขาดได้
"ขวานคมรึเปล่า ลองกับโยหน่อยมั๊ย ฟุมิโนริ?"
ฟุมิโนริอึ้งเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าซายะจะพูดอะไรที่มันโหดร้ายแบบนี้ออกมาได้
"อืม... ไม่ดีกว่า มันออกจะ.... เกินไปหน่อยนะ"
"ไม่ต้องห่วงหรอก ร่างใหม่ของโยน่ะโดนพวกของคมๆแบบนี้แปปเดียวก็หายแล้ว"
"แต่ก็ยังเจ็บอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ"
"อืม... ก็จริงอยู่นะ" ซายะตัดบท
"แต่ว่า เสียงโยเวลาโดนทรมานนี่ น่ารักสุดๆเลยนะรู้มั๊ย!"
ฟุมิโนริสารภาพกับซายะว่า ที่จริงเขาก็ไม่อยากใช้ขวานจามคนอื่นเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นโคจิล่ะก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาไม่ได้เห็นโคจิเป็นมนุษย์อีกแล้ว จะให้สับเป็นชิ้นๆหรือทุบให้เละก็ยังได้
มนุษย์นั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่าสามัญสำนึกอยู่ในจิตใจ ไม่ว่าจะโกรธแค้นชิงชังฝ่ายตรงข้ามสักเพียงใด เวลาจะลงมือฆ่าก็ต้องรู้สึกลังเลอยู่ดี นั่นคือสาเหตุที่ฟุมิโนริคิดว่าเขาจะต้องชนะ
ต่อหน้าโคจิที่ทั้งตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ฟุมิโนริคงไม่สามารถเอาชนะได้ถ้าเป็นการต่อสู้ซึ่งๆหน้า แต่ในตอนนี้ สำหรับฟุมิโนริ การสังหารโคจิ ก็เหมือน สังหารสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ในขณะที่การสังหารฟุมิโนริ สำหรับโคจิ ก็คือการฆาตกรรมดีๆนี่เอง นี่แหละที่จะทำให้เขาชะงักในวินาทีสุดท้าย
ซายะยังคงเป็นห่วงฟุมิโนริ เธอไม่คิดว่าสงครามประสาทแบบนั้นจะใช้ได้ผลเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง จึงขอเสนอตัวเป็นผู้จัดการโคจิเอง
ฟุมิโนริแม้จะรู้สึกซาบซึ้งที่ซายะยอมเอาตัวเข้าแลกแทนเขา แต่ก็ปฎิเสธข้อเสนอนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าโย ซายะอาจจะทรงพลังจนฝ่ายตรงข้ามขัดขืนไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นโคจิ มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้น
แม้ว่ารูปร่างที่แท้จริงของซายะอาจทำให้ คนปกติเสียสติไปได้ในทันทีก็เถอะ
ความกลัวไม่ได้ทำให้มนุษย์อ่อนแอลงเสมอไป บางสถานการณ์อาจทำให้มนุษย์เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาก็ยังได้ เหมือนกับสงครามประสาทที่อาจจะใช้ไม่ได้ในสถานการณ์จริงอย่างที่ซายะว่านั่นแหละ
"ถ้าอย่างนั้น แผนนี้ล่ะเป็นไง?" ฟุมิโนริเหมือนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ บอกสิ่งที่เขาคิดกับซายะ
"ใช่เลย ถ้าเป็นแผนนี้ล่ะก็ สมบูรณ์แบบ! เก่งจริงเลยนะ ฟุมิโนริเนี่ย"
"ไม่เท่าไหร่หรอก..."
"แล้วคุณโคจิ จะมาเมื่อไหร่เหรอ"
"ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวก็คงโทรมาเองล่ะ ถึงตอนนั้นชั้นจะล่อมาจัดการที่นี่เอง"
เนื้อที่เอามาด้วยเมื่ออยู่นอกตู้เย็น ไม่นานก็เริ่มส่งกลิ่น ระหว่างที่รอโคจิ เรื่องปากท้องก็เป็นอีกปัญหาที่ฟุมิโนริต้องจัดการ ครั้นจะเอาไปใช้เป็นเหยื่อล่อพวกนก ก็เกรงว่าถ้ามีตัวไหนหลุดไปได้พร้อมเหยื่อล่อ ถ้ามีคนอื่นพบเข้า จะมีปัญหาอีก พวกมนุษย์ที่แสนอันตรายและสกปรกโสมม แค่อยู่ใกล้ก็อยากจะอาเจียนออกมา แต่เหมือนกับจะประชด ที่เนื้อของพวกมันกลับเป็นอาหารรสเลิศยิ่งกว่าเนื้อใดๆ ฟุมิโนริได้แต่นึกเสียใจที่เขาต้องทิ้งเนื้อที่เหลือนั่นไว้ในตู้เย็น ทั้งๆที่ยังมีตั้งสามปากท้องให้เลี้ยงดู ซายะบอกเขาว่าไม่ต้องห่วง ป่าแถวนี้ยังมีสัตว์อยู่พอสมควร เธอจะล่าให้เอง
"ซายะนี่จะเป็นแม่บ้านเต็มตัวแล้วสินะ"
เด็กสาวยิ้มรับ หัวเราะคิกคัก ภาพที่เห็นนั้นชวนให้หัวใจชุ่มชื่นจริงๆ
"คราวนี้ จะได้พักนานเท่าไหร่กันนะ~"
น้ำเสียงร่าเริงเกือบทำให้ฟุมิโนริลืมความหมายของคำพูดนั้น
"นั่นสินะ... จะได้พักอีกนานเท่าไหร่กัน"
ซายะพูดถูก
ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้คงไม่ยืนยาวตลอดไป
แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่เขาแลกมาเพื่อให้ได้อยู่กับซายะ เส้นทางที่ผิดแผกจากมนุษย์ธรรมดา และไม่มีทางจะกลับมาบรรจบกันได้ มีแต่ต้องหนีไปเรื่อยๆ
"คงเป็นการเดินทางที่ยาวนานทีเดียวล่ะ..."
ฟุมิโนริดึงซายะเข้ามาในอ้อมแขน โอบไหล่ของเธอและกระซิบเบาๆ
"ชีวิตของคนเราน่ะ มันก็เหมือนกับการเดินทางอยู่แล้ว ไม่มีอะไรหรอกที่จะคงเดิมอยู่ได้ตลอดไป"
"อืม" ซายะยิ้มละมุน แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดในใจพร้อมๆกับมีความสุขในขณะเดียวกัน
"แต่เรา...จะอยู่ด้วยกันตลอดไปใช่มั๊ย จะไม่มีใครต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอีกใช่มั๊ย?"
ฟุมิโนริตอบรับโดยไม่ต้องคิด เขายินดีทำทุกอย่าง ตราบที่เขายังสามารถโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนนี้
"แต่ว่านะ ฟุมิโนริ "
"สักวันหนึ่ง เราจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหลบซ่อนสายตาใคร ชั้นสัญญา"
"วันนั้น อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรือวันใดวันนึงในอนาคต ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ แต่ยังไง...มันก็เป็นครั้งแรกของชั้น ก็เลย..รู้สึกกลัวๆอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน"
ฟุมิโนริไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอหมายถึงอะไร แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ซายะพูดหรือทำอะไรลึกลับแบบนี้ หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เธอแสดงความสามารถอันมหัศจรรย์ให้เขาได้เห็น คราวนี้ก็คงเช่นกัน
"งั้น พวกเราก็ยังมีความหวังสินะ"
"อื้ม" ซายะพยักหน้าตอบ
"มันจะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ซายะจะมอบให้กับฟุมิโนริ ภารกิจครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของซายะ"
---------------------------------------------------------------------------------
ทุกวินาทีบนนาฬิกาของโคจิผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่จุดสิ้นสุดของโลก
โคจิที่กลับอพาร์ทเมนท์ แม้แต่จะหลับตาลงนอนให้เวลาผ่านเลยไป ยังทำไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจออกไปเดินเรื่อยเปื่อยในเมือง รอเวลากลางคืน
ย่านการค้าในโตเกียวคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แสงไฟประดับฉลองเทศกาลคริสต์มาสล่วงหน้า ส่องสว่างแม้ในยามกลางวัน ราวกับความสุขของทั้งโลก มารวมอยู่ในที่เดียว
โคจิซึมซับมันไว้ในความทรงจำอย่างเต็มที่ ราวกับว่ามันเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา
ที่โลกสวยงามได้ขนาดนี้ เพราะว่ามีความวิปริตอันน่าสะพรึงกลัว ซ่อนอยู่ในเงามืดรึเปล่านะ
โคจิยังคงเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองอีกหลายชั่วโมง เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที เมื่อกลางคืนเข้ามาแทนที่ เหมือนกับความทรงจำในวันเก่าๆของเขา ที่เลือนหายไปกับเวลา
เสียงโทรศัพท์ของโคจิดังขึ้น ตอนนี้คงไม่มีใครอื่นอีกนอกจากดอกเตอร์ทังโบะ เรียวโกะ
นาฬิกาของเขาตอนนี้บอกเวลาสองทุ่มตรง
เรียวโกะพูดกับโคจิไม่กี่คำ เนื้อความบอกแค่เวลาและสถานที่นัดพบ
และนั่นคือการปิดฉากค่ำคืนสุดท้ายอันแสนสงบสุขในชีวิตของโคจิ
-----------------------------------------------------------------------------------
เรียวโกะมาถึงร้านอาหาร 24 ชั่วโมง สถานทีนัดพบในเวลาตีหนึ่ง ช้ากว่าที่นัดไว้หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ เธอสะพายกระเป๋าหนังใบใหญ่ใบหนึ่งไว้ที่ไหล่ โคจิสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
"ขอโทษที พอดีติดธุระนิดหน่อยน่ะ" ถึงจะพูดแบบนั้น แต่น้ำเสียงของเรียวโกะกลับไม่ได้มีความรู้สึกขอโทษเลยแม้แต่น้อย ด้านโคจิก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่พยักหน้าอย่างไร้อารมณ์
ร้านอาหารในยามดึกเป็นสถานที่นัดพบที่เงียบสงบกว่าที่คิด หลังจากที่บริกรรับออเดอร์เป็นกาแฟสองถ้วยแล้ว ก็จากไป ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในมุมหนึ่งของร้านตามลำพัง
โคจิซดกาแฟจืดชืดถ้วยที่สามที่เขาสั่งไว้ตอนนั่งรอเรียวโกะ และเริ่มตั้งคำถามว่าเธอได้อะไรมาบ้างจากเอกสารพวกนั้น เรียวโกะพูดได้ไม่เต็มปากว่าที่เขารอเธอนั้นจะไม่เสียเปล่า เพราะยังมีหลายอย่างที่เธอไม่แน่ใจ โคจิได้แต่ถอนหายใจ และบอกว่าด้านฟุมิโนริก็คงไม่แพ้กัน โคจิบอกฟุมิโนริว่าเขาจะติดต่อกลับไปอีกครั้ง แต่นี่ผ่านมาเกือบวันแล้ว เขายังไม่ได้โทรฯไปเลย
เรียวโกะถามโคจิว่าเขาแน่ใจหรือ ว่าฟุมิโนริจะโดนกดดันด้วยเรื่องแบบนั้น
....จากปฏิกิริยาของฟุมิโนริตอนได้ยินคำว่า "ซายะ" มันยิ่งกว่าแน่ใจเสียอีก
"อืม เป็น ซายะ ที่ว่านั่นจริงๆด้วยสินะ"
"ดอกเตอร์รู้แล้วรึครับ ว่าซายะ คืออะไร?"
เรียวโกะไม่ตอบแต่แกล้งทำเป็นดื่มกาแฟ ซึ่งก็ทำได้แค่ก่อนกาแฟจะหมดถ้วยเท่านั้น สายตาของเธอจ้องมองไปที่คราบกาแฟก้นถ้วยก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชาเหมือนเคย
"ชั้นจะพูดอีกครั้งนะ โคจิคุง กลับบ้านและลืมเรื่องทั้งหมดนี่ซะ"
"คุณนี่ดื้อจริงๆนะครับ" โคจิยิ้ม แทนที่จะโกรธเหมือนคราวก่อน
"ยังคิดว่าผมอยู่คนละโลกกับคุณและฟุมิโนริอยู่อีกเหรอครับ"
"เธอยังไม่ได้เห็น ไอ้ที่เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้น่ะสิ"
"เธอยังคิดว่า เพื่อนของเธอจู่ๆก็กลายเป็นบ้าแล้วก็กินเนื้อคน แค่นั้นสินะ"
แค่นั้นจริงๆ... สำหรับโคจิเหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอสำหรับจะฆ่าฟุมิโนริ แต่เรียวโกะกลับพูดเหมือนกับว่า ฝันร้ายเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น โคจิไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้จะเหยียดหยามเขาไปถึงไหน และก็ไม่อยากจะเข้าใจด้วย
"ที่คุณบอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ก็คิดไปเองเหมือนกันน่ะแหละ"
"ถ้าเธอยังคิดได้เท่านั้น เธอเองก็ยังอ่อนหัดนัก"
อีกครั้งที่เรียวโกะยืนกรานว่าเขาควรจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้และลืมมันไปซะ ครั้งนี้โคจิไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์เหมือนที่เคย คำพูดและท่าทางของเรียวโกะที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม กับปืนลูกซองแฝดแบบดัดแปลงพิเศษในกระเป๋าหนังของเธอ ไม่ได้ทำให้โคจิรู้สึกไว้วางใจเธอมากขึ้นเลย
"ที่บอกว่าคุณจะจัดการเรื่องทั้งหมดเอง มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ผมเชื่อใจคุณได้รึเปล่า พิสูจน์ให้ดูหน่อยเถอะครับ หลักฐานของโอไกอะไรนั่นน่ะ "
"หึ จะเอาอย่างนั้นรึ"
เรียวโกะส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของโคจิ แต่ก็หยิบเอกสารที่เธอนำมาด้วยออกมาจากกระเป๋า มันเป็นเอกสารเดียวกับบันทึกของโอไกที่เธอเคยอ่าน
"อ่านบรรทัดแรกจบก็ขึ้นต้นที่บรรทัดเดียวกันของหน้าถัดไปนะ"
โคจิรับเอกสารมาอ่านตามคำแนะนำที่ว่า แต่ทำไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เลิก เขาไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่านี่เป็นบันทึกของศาสตราจารย์โอไกคนนั้นจริงๆ
"นี่มันบทนิยายวิทยาศาสตร์สยองขวัญอะไรกันครับ ไม่ตลกเลยนะ"
"ตัวอย่างกับรายงานที่เขาเสนอต่อวิทยาลัยเมื่อหนึ่งปีก่อน ก็ไม่น่าเชื่อพอกัน ตาแก่นั่นยังทำวิจัยต่ออย่างลับๆ แถมยังลักลอบใช้ของของวิทยาลัยโดยไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งเขาทำพลาดจนโดนจับได้ แล้วก็ถูกไล่ออกนั่นแหละ"
"ดูจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการวิจัย เข้าใจว่าศาสตราจารย์คงเตรียมไว้ใช้กับการวิจัยที่ต้องการชีวนิรภัยระดับ 3 แต่ชั้นจะบอกว่า แค่นั้นมันไม่พอหรอก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำอยู่ แต่พอจะอพยพคนออก เจ้าตัวก็ดันไหวตัวทัน หายตัวไปเสียก่อนอีก ทางเราก็เลยต้องจัดการกำจัดพวกตัวอย่างที่เขาใช้ทั้งหมดแล้วประกาศไล่ออกแทน"
เรียวโกะที่ตอนแรกไม่อยากพูดถึงแม้ชื่อของโอไกต่อหน้าคนอื่น ในตอนนี้เธอกลับพูดออกมาอย่างหมดเปลือก ด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและเย็นชา ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วจะไม่มีใครรู้เลยว่า ตัวอย่างที่โอไกเอามานั้นมาจากไหน ทุกคนก็ฉลาดพอที่จะเลือกหยุดหาเหตุผลใดๆมาอธิบาย จะเหลือก็แค่เรียวโกะที่ยังจมอยู่กับความจริงที่เหมือนกับนิยายนี้ต่อไป ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธออยู่แทบทุกคืน
โคจิละสายตาจากเรียวโกะมาจดจ่อกับเอกสารในมืออีกครั้ง สายตาของเขากวาดไปเห็นข้อความหนึ่ง
--- ร่างกายของเขาไม่ได้ประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อที่ขึงจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งแบบมนุษย์เรา แต่เป็นรูปแบบอีกอย่างที่ยึดเหนี่ยวไว้ด้วยกันจากทุกทิศทาง นั่นหมายความว่าการบาดเจ็บจากของมีคมแทบไม่มีผลกับเขาเลย เนื่องจากระบบซ่อมแซมของเนื้อเยื่อแบบนี้สามารถยึดกลับเข้าด้วยกันได้ในทันทีในกรณีมีแผลฉีกขาด ----
บ้าไปแล้ว... นี่มันอะไรกัน
เรียวโกะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหนังอีกครั้ง คราวนี้เธอหยิบกระบอกเสตนเลสขนาดประมาณ 500 cc อันหนึ่งออกมา
"นี่แหละ ที่เราจะใช้จัดการซายะ... "
"พอกันที!"
โคจิหมดความอดทน ซายะจะเป็นอะไรก็ช่าง ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้ว เป้าหมายของเขาคือการสังหารฟุมิโนริ แต่เขาไม่ปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้จัดการเรื่องนี้คนเดียวแน่
เรียวโกะถอนหายใจทางเธอก็หมดความอดทนที่จะเกลี้ยกล่อมให้โคจิเลิกยุ่งกับเรื่องนี้เหมือนกัน
"ได้ ถ้าอย่างนั้นเธอจะฆ่าฟุมิโนริยังไงก็ทำไป ส่วนชั้นจะใช้ช่องว่างที่เธอเปิดให้จัดการซายะเอง แต่ถ้าเธอพลาดชั้นจะคอยช่วยอีกแรง" เรียวโกะปิดฉากและบอกให้โคจิเริ่มจัดการทำตามหน้าที่ของเขา
โคจิคิดถึงเหตุผลที่เขาจะต้องจบชีวิตฟุมิโนริด้วยมือตนเองอีกครั้ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาอดีตเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย
ฝ่ายตรงข้ามรับสายเร็วกว่าที่คิด เหมือนกับว่ากำลังรออยู่แล้ว
"ขอโทษทีที่ให้รอนาน ชั้นเตรียมการเสร็จแล้ว ฟุมิโนริ" น้ำเสียงของโคจิแฝงความกดดันของฝ่ายผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"แกอยู่ไหน โคจิ" เสียงของฟุมิโนริที่แหบแห้งออกมาจากหูโทรศัพท์
"ข้างหลังแกละมั้ง" โคจิตอบแบบยียวน "แล้วแกจะปล่อยโยเมื่อไหร่"
"หืม ชั้นไม่มีทางเลือกงั้นสินะ"
โคจิบอกตัวเองว่านั่นคือคำโกหกของฟุมิโนริ โยนั้นตายไปแล้ว เขาจำได้ดีถึงภาพที่เขาเห็นในตู้เย็นนั่น
"แกเอาหลักฐานกับเอกสารทั้งหมดมาให้ชั้นดูก่อน ถ้ามันเป็นของจริง ชั้นจะคืนโยให้"
"ได้ ให้เจอที่ไหน"
ฟุมิโนริบอกชื่อสถานที่นัดพบแห่งแรก และบอกว่าเขาจะบอกสถานที่จริงให้เมื่อแน่ใจแล้วว่าโคจิมาคนเดียว
"ระวังตัวแจเลยนะ" โคจิประชด
"ไม่ต้องมาเล่นลิ้น แกมีเวลาอีก 45 นาที" ฟุมิโนริวางสายทันทีที่พูดจบ
เรียวโกะตัดสินใจทิ้งรถของเธอไว้ที่ร้านและซ่อนอยู่ท้ายรถของโคจิแทน ถึงกระนั้นเมื่อโคจิไปถึงสถานที่นัดพบ ก็ยังถูกฟุมิโนริสั่งให้เปลี่ยนที่อีกถึงสามครั้ง โคจิเริ่มคิดว่าฟุมิโนริอาจรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว จึงใช้วิธีให้เปลี่ยนสถานที่ไปมาและคำนวณเวลาเดินทาง ถ้าเป็นแบบนั้นเขายิ่งต้องทำตัวไม่ให้มีพิรุธมากขึ้นอีก
--------------------------------------------------------------------------------
สถานที่ที่สี่ที่ฟุมิโนริบอกไม่มีแสดงในระบบGPSของรถโคจิ ไม่มีถนนใดๆทอดไปยังที่นั่น โคจิสังหรณ์ใจว่ามันเป็นสถานที่ลับตาคนขนาดที่ไม่น่าจะมีใครหาพบได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ตาม
สถานพยาบาลร้างบนยอดเขา แฝงตัวอยู่ในป่าทึบยามราตรี
โคจิดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในทันที
"ถึงแล้ว"
"ได้ยินแล้วล่ะ ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ของชั้นนะ โคจิ"
โคจิเย็นวาบไปถึงสันหลังเมื่อรู้ว่าฟุมิโนริอยู่ใกล้ๆนี้ และยังเฝ้ามองเขาอยู่จากที่ไหนสักแห่ง
"เข้ามาข้างในสิ โยรออยู่" ฟุมิโนริวางสายไปในทันทีที่พูดจบ
โคจิคว้าไฟฉายอันใหม่และคลำหาปืนพกในกระเป๋า ก่อนจะลงจากรถและเปิดท้ายรถทิ้งไว้ เป็นสัญญาณให้เรียวโกะที่เฝ้ารออยู่เตรียมพร้อม
กองขยะที่สุมอยู่ทั่วไปบริเวณหน้าสถานพยาบาล เป็นเหมือนเครื่องกำบังชั้นดี โคจิเหลือบกลับไปมองที่ท้ายรถของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อย่างที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เรียวโกะจะรอจังหวะที่ฟุมิโนริเพ่งความสนใจไปที่โคจิก่อน ถึงจะลงมือ
หน้าทางเข้าสถานพยาบาลร้าง ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับหน้าบ้านพักตากอากาศของศจ.โอไกโดยสิ้นเชิง โคจิตัดสินใจไม่ใช้ไฟฉายที่เอามาด้วยเพราะมันอาจจะบอกตำแหน่งของเขาในบ้านที่มืดสนิทให้ฟุมิโนริรู้ แต่ก็ถือมันไว้ในมือซ้ายในลักษณะพร้อมเปิดตลอดเวลา
ปืนพกในมือขวาก็เช่นกัน
โคจิก้าวเข้าไปในอาคาร...
สายตาของเขาใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะปรับให้เข้ากับความมืดในอาคารที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทางประตูและหน้าต่าง ทิวทัศน์ที่ปรากฎในสายตามีเพียงสีเทาและดำ ทางด้านฟุมิโนริก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน ในสังเวียนแห่งความมืดนี้ ใครก็ตามที่เพลี่ยงพล้ำบอกตำแหน่งตัวเองให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ก่อน จะต้องจบชีวิตลง
โคจิค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามทางเดินอย่างเงียบๆ ประตูเลียบทางเดินทั้งสองด้านเปิดกว้าง ส่วนบางห้องก็ไม่มีประตูให้เห็น สายตาของโคจิกวาดผ่านความมืดในห้องเหล่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหลบซ่อนอยู่ แล้วจึงค่อยๆเดินผ่านไปอย่างช้าๆ
กลิ่นแปลกประหลาดกลิ่นเดียวกับในบ้านฟุมิโนริ ลอยมาแตะจมูกเขาตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า กลิ่นเหม็นเหมือนเนื้อเน่าทำให้โคจินึกถึงสิ่งที่เขาอ่านพบในบันทึกของศจ.โอไก เรื่องไร้สาระแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง โคจิกัดฟันแล้วเดินต่อไป
"ครืด.."
เสียงของอะไรบางอย่างเปียกๆ เคลื่อนผ่านไปบนพื้นไม้ ทำให้โคจิแทบจะหยุดหายใจ ต้นเสียงนั้นมาจากห้องด้านในสุดของอาคาร
มีอะไรบางอย่างอยู่ที่นั่น อะไรบางอย่างที่ทำเสียงแบบนี้ได้...
มือทั้งสองข้างของโคจิกำไฟฉายและปืนพกไว้แน่น ขาของเขาค่อยๆก้าวไปยังที่มาของเสียงนั้น
ยิ่งเข้าไปใกล้ เสียงที่ได้ยินก็ยิ่งแปลกประหลาด จากเสียงของอะไรเปียกๆเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากหนองน้ำ ตอนนี้กลายเป็นเสียงเสียดสีกันของร่างกายที่เปื้อนไปด้วยโคลนหรืออะไรบางอย่างเหลวๆ และเสียงลมหายใจของสัตว์
หรือว่าจะเป็น.. ฟุมิโนริ?
ความคิดนั้นไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าฟุมิโนริจ้องจะเอาชีวิตโคจิ เขาควรจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างเงียบๆมากกว่าที่จะมาทำเสียงแปลกๆแบบนี้
เสียงแปลกประหลาดชัดเจนขึ้นทุกทีๆ ที่โคจิเคลื่อนเข้าไปใกล้ห้องนั้น
"อึก... อึก.... ฮึก.... ฮืออ... "
ตอนนี้ โคจิยืนอยู่ตรงหน้าห้องแล้ว
ภายในห้องมืดสนิทไม่ต่างไปจากห้องอื่นๆที่ผ่านมา เพียงแต่ว่า มีอะไรบางอย่าง อยู่ในความมืดนั้น
เสียงของลมหายใจติดขัด เหมือนสัตว์บาดเจ็บ เสียงกระซิก ที่ฟังดูแล้วนึกถึงเสียงร้องไห้ของมนุษย์
...ทำให้โคจินึกถึงใครคนหนึ่ง คนที่เขาคิดว่าไม่น่ามีชีวิตอยู่แล้ว
"ใครกันน่ะ..?" สีหน้าของโคจิซีดเผือด ใจหนึ่งเขาอยากจะเปิดไฟฉายในมือส่องดูให้ชัดๆ แต่อีกใจหนึ่งก็ห้ามไว้เพราะกลัวว่าภาพที่ปรากฎต่อหน้า จะติดตาเขาไปชั่วชีวิต
ทันใดนั้น เสียงสะอื้นก็หยุดลง
"โคจิ..คุง?" เสียงของคนที่เขาเคยรู้จัก บัดนี้แทบไม่เหลือเค้าของเสียงมนุษย์
"โย?"
เป็นไปไม่ได้ เสียงของโยไม่ใช่แบบนี้ กลิ่นเหม็นนี่ก็ต้องไม่ใช่เธอแน่ๆ....
"โคจิ.. คุง ...ชะ ช่.. ว.ย... ฆ่.....า ชั้..น.. ..ที .... "
ถ้าไม่ใช่โย แล้วมันรู้จักเขาได้ยังไง ..มันขอความช่วยเหลือจากเขาทำไม? ไม่.. นั่นไม่ใช่โยแน่ๆ โยเป็นมนุษย์ ไม่มีทางเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นตรงนั้น เหมือนกับเจ้าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นแน่ๆ
"ร่..า......ง ก..าย...นี่ ม...มั น จ..เ..จ็..บ.....เ...ห...ลื..อ.....เ..กิ....นน ...ช่วย...ด้ว..ย ....โคจิคุง..."
สิ่งนั้นค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้โคจิ ผู้ซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟฉาย หรือถอยหนีออกไปจากที่ตรงนั้น
"โย... ใช่โยจริงๆเหรอ นั่นเธอจริงๆเหรอ!!!"
"ฆ่....า .....ชั้...นน ...ให้...ต..าย...ทะ... ที..." เสียงที่น่าหวาดกลัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง สัมผัสที่เท้าของโคจิ อะไรบางอย่างที่ชุ่มไปด้วยเมือกเหนียวๆ
สัญชาตญาณบังคับให้โคจิเปิดไฟฉายส่องไปที่สิ่งนั้นทันที
โคจิกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวอย่างคนเสียสติ ทันทีที่ลำแสงสีขาวกระทบเข้ากับเป้าหมาย ในหัวเขาไม่มีสิ่งใดอีกนอกจากคำว่า "ปืน" และ "ลั่นไก" นิ้วชี้มือขวาของเขาประทับที่ไกปืนโดยไม่ต้องสั่ง
"ปัง!" เสียงกึกก้องของเครื่องรางแห่งความพินาศในมือขวาดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟจากปากกระบอกปืน หูของโคจิยังไม่ทันจะหายชาจากเสียงกึกก้องของปืนที่กระชากผ่าความเงียบของยามราตรี สิ่งนั้นก็ส่งเสียงแผ่วเบาแต่น่ารังเกียจออกมาอีกครั้ง
"...จ.. เจ็..บ"
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก" เสียงกรีดร้องของโคจิดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงปืนอีก 3 นัดที่เหลือ โคจิแทบไม่ต้องเล็งเป้าหมาย เพราะมันยังคงอยู่ที่เท้าของเขา เสียงกัปนาทและแสงแลบแปลบปลาบจากอาวุธในมือเหมือนจะบันดาลให้เขาหลุดพ้นจากความวิปริตใดๆได้ เพียงแค่ปลายนิ้ว เขาลืมแม้กระทั่งคำเตือนของเรียวโกะที่บอกว่ามีกระสุนเหลือกี่นัด โคจิยังคงเหนี่ยวไกอย่างไม่ยั้ง ถึงแม้จะกระสุนจะหมดไปแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาหมดแรงยืน ทรุดลงกับพื้น ด้วยรู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวในลำแสงไฟฉายนั้น จะไม่มีทางลบหายไปจากความทรงจำชั่วชีวิตของเขา
ไฟฉายของโคจิตกลงบนพื้น ลำแสงของมันฉายไปทางอื่น ปืนพกในมือไม่มีกระสุนเหลืออยู่อีก ทั้งที่กระสุนสี่นัดนั้น เพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ธรรมดาให้ตายได้ถึงสี่รอบ ... ไพ่ตายใบสุดท้ายของโคจิถูกใช้ออกไปแล้ว
นั่นแปลว่าตอนนี้ เขาได้แต่นั่งรอความตายที่กำลังจะมาเยือนอยู่ในความมืดนี้ ...ชั่วความคิดนั้น ก้อนเนื้อเน่าๆและเย็นชืดก็โผเข้าหาเขาราวคลื่นซัด พร้อมกับเสียงโหยหวนที่แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุด
ความหวาดกลัวเข้าครอบงำโคจิที่ไร้ทางสู้ มือและแขนของเขาไขว่คว้าหาทางออกที่ไม่มีอยู่ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเข้าครอบงำความคิดของเขาโดยสมบูรณ์ และนั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่.. ในช่วงเวลาที่น่าจะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต มือที่เหวี่ยงไปมาอย่างสะเปะสะปะของเขา ไปคว้าโดนอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนพื้นเข้าโดยบังเอิญและฟาดมันเข้าที่ก้อนเนื้อตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ก้อนเนื้อที่เข้าจู่โจมโคจิหลุดออกจากตัวเขาทันทีที่เสียงฟาดหยุดลง สติของโคจิกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับสัมผัสในมือขวาของเขาที่บ่งบอกว่าอาุวุธนั้นคือท่อเหล็กขึ้นสนิม
"อิ... อิ๊.... " เสียงของก้อนเนื้อยังไม่สงบลง อีกครั้งที่โคจิกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง และฟาดอาวุธในมือใส่มันไม่ยั้ง เสียงของก้อนเนื้อ มีทั้งเสียงที่ครวญครางด้วยความหวาดกลัว และเสียงคำรามแห่งความโกรธแค้น เสียงท่อเหล็กกระทบร่างกายของมันเหมือนจะซึมซับแรงกระแทกที่โคจิฟาดลงไป นั่นยิ่งทำให้โคจิหวดท่อเหล็กด้วยแรงขนาดที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน แรงที่ออกมาจากก้นบึ้งของร่างกายในยามที่ทุกอย่างหมดสิ้นลง
โคจิสบถพร้อมกับฟาดท่อเหล็กใส่ก้อนเนื้อที่เริ่มจะเละเทะอย่างไม่หยุดยั้ง เหมือนกับตอนที่เขาลั่นไกปืนอย่างไร้ประโยชน์ทั้งที่กระสุนหมดไปแล้ว ยี่สิบครั้ง! สามสิบครั้ง! จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกตัวว่าที่ตรงนั้นไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากซากศพที่ไร้วิญญาณ
ท่อเหล็กเก่าๆในมือเหมือนจะหนักอึ้งในทันที เมื่อเขาคิดถึงคำเตือนของเรียวโกะที่พร่ำบอกเขาหลายต่อหลายครั้ง ถึงตอนนี้เขาได้แต่หัวเราะให้กับตัวเองที่ไม่ยอมฟัง ความทรงจำที่แสนสำคัญในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาในชีวิตของโทโนะ โคจิ ถูกทำลายลงไปแล้ว...
เพลิงดำแห่งความสิ้นหวังเผาผลาญจิตใจของโคจิจนมอดไหม้ เลือดของโคจิเดือดพล่าน กลายเป็นความโกรธแค้น ความโกรธแ้ค้นที่มุ่งเป้าไปยังคนที่ทำให้เขาต้องพบกับความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ต้นเหตุของเรื่องราวร้ายๆทั้งหมดที่ทำให้โลกของเขาพังทลายลง
โคจิที่ตกเป็นทาสของความแค้น รู้สึกได้ถึงเสียงหายใจของใครคนหนึ่งที่ลอบเข้ามาหาเขาทางด้านหลัง ท่อเหล็กในมือขวาของเขาฟาดไปยังที่นั่นทันทีโดยไม่ต้องรอถามว่าเป็นใคร
ศัตรูคู่แค้นถอยหลบได้อย่างฉิวเฉียด เพราะไม่คิดว่าโคจิจะมีแรงสวนเขากลับได้ หลังจากเพิ่งเจอสถานการณ์แบบนั้น
โคจิที่ถือท่อเหล็กไว้ในมือ หันมาเผชิญหน้ากับศัตรู แสงไฟฉายบนพื้นส่องให้เห็นเงาของมันที่ทอดลงบนพื้น
"ซากิซากะ ฟุมิโนริ..."
"เมื่อกี้ เกือบตายเลยนะนั่น จะฆ่าชั้นจริงๆรึไง?"
ฟุมิโนริพูดติดตลก ในมือของเขามีขวานเล่มใหญ่
"ที่จริงแล้ว ชั้นนึกว่าแกจะลังเลกว่านี้ซะอีกนะ แย่จริงๆเลย"
"แกนึกว่าชั้นจะลังเล ...ต่อหน้าแก งั้นเหรอ?"
โคจิแสดงอารมณ์โกรธแค้นออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในทุกคำพูด
"ทั้งที่แกฆ่าโอมิ ที่แกทำอะไรกับโย ทั้งหมดนี่แกยังคิดว่าชั้นจะลังเลอีกงั้นเหรอ"
"นั่นมันคำพูดชั้นนะ โคจิ" ฟุมิโนริพูดเสียงต่ำ สายตามองไปยังก้อนเนื้อที่เพิ่งถูกโคจิฟาดจนไม่เหลือชิ้นดี
"สิ่งที่แกทำกับโยของชั้น แกจะต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่านั้นสิบเท่า! เตรียมใจไว้ให้ดี"
สิ้นเสียงนั้น คมขวานใหญ่ในมือของฟุมิโนริก็แหวกความมืดเป็นเส้นโค้ง แสงไฟฉายส่องกระทบใบขวานเป็นแสงวูบ โคจิยกท่อเหล็กขึ้นรับการโจมตีนั้นและผลักกลับไปได้อย่างไม่ลำบากนัก แต่ก็ทำเอาแขนชา
ฟุมิโนริฟาดขวานใส่ฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งที่สอง และสาม อาวุธของเขาดูเหมือนจะได้เปรียบกว่าท่อเหล็กที่โคจิเก็บได้มากมายนัก ด้านโคจิใช้สองมือที่ถือท่อเหล็กกันไว้ได้ก็ลำบากแล้ว แทบจะไม่มีโอกาสตอบโต้
คมขวานของฟุมิโนริพุ่งเข้าใส่โคจิอีกครั้ง คราวนี้โคจิใช้แรงผลักกลับไปได้ก่อนที่ฟุมิโนริจะทันดึงขวานกลับ ทำให้ฟุมิโนริเสียหลักเซไปด้านหลังเล็กน้อย โคจิไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาใช้จังหวะนี้เตะเข้าที่ต้นขาของฟุมิโนริ
ฟุมิโนริสบถและถอยกลับไป ในมือยังคงเหวี่ยงขวานไปมาเพื่อไม่ให้โคจิโจมตีได้
โคจิกลับยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ตามไปซ้ำ เขาพอจะดูออกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่คุ้นเคยกับการต่อสู้แบบนี้
ฟุมิโนริบุกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เห็นได้ชัดว่าขาข้างที่โดนเตะ ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลง โคจิแค่ใช้ท่อเหล็กกันไว้แล้วรอให้ฟุมิโนริหมดแรงไปเอง
"ตาย! ตาย!" ฟุมิโนริตะโกนอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับเหวี่ยงอาวุธในมือไปมา การต่อสู้นี้รู้ผลแล้ว โคจิพุ่งเข้าไปในจังหวะที่ฟุมิโนริกำลังยกขวานขึ้น และคว้าด้ามขวานไว้ด้วยมือซ้าย มือขวาที่ถือท่อเหล็กฟาดลงไปยังช่องว่างที่ฟุมิโนริเปิดไว้ กระดูกซี่โครงของฟุมิโนริหักเพราะการจู่โจมนั้น
ฟุมิโนริล้มลงกับพื้นในท่าคุกเข่า โคจิมองศีรษะของฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้อารมณ์ ก่อนที่จะหวดท่อเหล็กเป็นครั้งสุดท้าย
ขณะที่โคจิง้างท่อเหล็กขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างพันเข้าที่ขาซ้าย โคจิที่อยู่ในอาการตกใจกว่าจะรู้ตัวก็ถูกดึงลงกับพื้น แต่เมื่อจะขยับมือขวาที่ถือท่อเหล็ก มือของเขากลับถูกแรงแบบเดียวกันยึดไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมเขาอีกครั้ง
ฟุมิโนริที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ พร้อมกับเรียกชื่อสิ่งนั้นว่า "ซายะ"
ไม่ว่าโคจิจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ระยางค์ที่เข้าพัวพันร่างเขาเหมือนงูหยุดการเคลื่อนไหวเขาไว้หมดแล้ว
โคจิเริ่มกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง แค่จินตนาการถึงรูปร่างมันก็แทบทำให้เขาเสียสติแล้ว เสียงกรีดร้องของเขาหยุดลงในทันทีที่ระยางค์อันหนึ่งพันเข้าที่คอ เพื่อหวังดับลมหายใจของเหยื่อ รัดแน่นขึ้นทุกทีๆ
...เขากำลังจะตาย
ปัง! เสียงของอาวุธที่เขารู้จักดี ดึงสติของโคจิกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ระยางค์ที่พันร่างกายของโคจิถูกดึงกลับไปยังต้นร่างในทันที
ภาพแรกที่โคจิเห็นหลังจากได้สติคือเรียวโกะที่วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมปืนลูกซองแฝดในมือ
"ดอกเตอร์!!"
เรียวโกะตอบด้วยการโยนกระบอกสีเงินในมืออีกข้างให้โคจิที่นอนอยู่บนพื้น กระบอกอันเดียวกับที่เธอบอกโคจิว่ามันคืออาวุธที่จะใช้จัดการซายะ
"เทไอ้นั่นใส่มันซะ!" เรียวโกะตะโกน ขณะที่ปลายกระบอกปืนที่เหลืออีกหนึ่งนัดหันไปทางฟุมิโนริที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นห่างจากเธอไปประมาณห้าก้าว
สัตว์ประหลาดที่จู่โจมโคจิยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนเหมือนกำลังฟื้นตัวจากแผลที่ถูกยิง นี่แหละคือโอกาสเดียวของเขา
"พวกแก.... จะทำอะไรซายะ" ฟุมิโนริตะโกนด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
โคจิลุกขึ้นยืน และค่อยๆเปิดฝากระบอกอย่างระมัดระวัง ในทันทีที่ฝาเปิด ควันสีขาวมากมายก็ลอยคละคลุ้งออกมา ส่งผลให้อากาศโดยรอบเย็นลง โคจิราดมันลงไปบน"ซายะ"ในทันที เสียงกรีดร้องของมันในตอนนี้ฟังดูทุรนทุรายยิ่งกว่าตอนถูกกระสุนปืนเป็นหลายเท่าตัว
"เป็นไงล่ะ ติดลบร้อยเก้าสิบเจ็ดองศา ยังจะอึดออกอีกมั๊ย!! ฮะฮะฮะ!!!!"
เรียวโกะหัวเราะอย่างสะใจ ใบหน้าของเธอที่หัวเราะอยู่ในตอนนี้ ดูไม่เหมือนคนปกติเลยสักนิด
ฟุมิโนริตะโกนด้วยความโกรธแค้นอย่างที่สุด ความโกรธขนาดที่ทำให้ความเจ็บปวดตรงซี่โครงที่หักหายไปหมดสิ้น ฉุดเขาขึ้นยืนอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเรียวโกะหยุดลง เหลือเพียงรอยยิ้มเย็นชา
และนิ้วที่แตะไกปืน
"แชะ" เสียงจากกระบอกปืนดับความมั่นใจของเธอลงในทันที เรียวโกะสบถและพยายามบรรจุกระสุนอีกครั้งขณะที่ฟุมิโนริเดินลากขวานเข้ามาหาเธอ โคจิที่เห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดี พยายามจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่ไม่เป็นผล รองเท้าของเขาถูกแช่แข็งอยู่บนพื้นที่ก่อนหน้านี้เจิ่งนองไปด้วยไนโตรเจนเหลว
เรียวโกะเพิ่งจะเจอกระสุนสำรองของเธอขณะที่ฟุมิโนริเข้ามาในระยะโจมตี มือทั้งสองข้างของฟุมิโนริเงื้อขวานขึ้นเหนือศีรษะ
"โธ่เว้ย!" โคจิเพิ่งจะดึงขาตัวเองออกมาจากพื้นได้ แต่มันก็สายไปแล้ว
ปืนลูกซองของเรียวโกะบรรจุกระสุนเสร็จพร้อมๆกับที่..."ฉูด" เสียงคมขวานฟาดผ่านกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ไหล่ซ้ายของเธอ เรียวโกะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดสดๆพุ่งออกมาจากปาก
ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต เรียวโกะยกปืนขึ้น พร้อมกับยิ้มเยาะ
ปลายกระบอกปืนหันไปที่... ซายะที่ลมหายใจรวยริน ร่างถูกแช่แข็งไปครึ่งหนึ่ง
"อย่าาาาาาาาา"
เสียงกัปนาทและประกายแสงจากปากกระบอกปืน รุนแรงกว่าปืนพกของโคจิหลายเท่าตัว พลังทำลายของมันระเบิดร่างส่วนที่ถูกแช่แข็งของซายะไม่เหลือชิ้นดี
แม้แต่พลังในการฟื้นตัวเหนือธรรมดาของร่างกายเธอก็ไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บขนาดนี้ได้ ของเหลวในร่างซายะค่อยๆไหลออกมาจากส่วนที่ฉีกขาด สีของมันแปลกประหลาดกว่าจะเป็นของสิ่งมีชีวิตใดๆบนโลกใบนี้
สิ่งมีชีวิตตนนั้นครวญครางด้วยเสียงที่แผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆเงียบไปในที่สุด
"ซายะ..." ฟุมิโนริจ้องมองร่างของสิ่งมีชีวิตตนนั้นด้วยแววตาเลื่อนลอย
โคจิคว้าท่อเหล็กไว้ในกำมืออีกครั้ง และเดินเข้ามาหวังจะสำเร็จโทษชายที่เขาคิดว่าเป็นฆาตกร แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นความว่างเปล่าบนใบหน้าของเขา
ฟุมิโนริดึงขวานออกจากร่างของเรียวโกะ และหันไปมองโคจิด้วยสายตาว่างเปล่า เหมือนกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ...แม้แต่โคจิในตอนนี้ก็ยังรู้ ว่าในแววตาของฟุมิโนริ ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
ฟุมิโนริยกขวานขึ้นสูงเหนือศีรษะ คมขวานหันมาที่หน้าเขาเอง
โคจิตกใจจนอุทานออกมา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะห้ามเขาดีไหม แต่ถ้าจะห้าม จะให้เขาพูดอะไรล่ะ?
คมขวาน...ฝังเข้าที่ใบหน้าของฟุมิโนริ
กะโหลกของเขาแยกออก เลือดบางส่วนสาดกระเซ็นใส่หน้าโคจิ
โคจิมองดูสองศพที่นอนอยู่บนพื้น ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง ราวกับว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีท่อเหล็กอยู่ในมือและยืนอยู่ตรงนี้ กลิ่นอับของสถานพยาบาลเก่าถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือด คราบเลือดสาดกระเซ็นปรากฎอยู่ทั่วไปบนแผ่นน้ำแข็งสีขาวบนพื้น
ความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงอะไรเปียกๆคืบคลานไปตามพื้นอีกครั้ง
โคจิหันกลับไปมองซากของสิ่งมีชีวิตตนนั้นเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามันอยู่ที่นั่นด้วย
สิ่งนั้นค่อยๆลากร่างของมันไปตามพื้นอย่างช้าๆ ด้วยสิ่งที่น่าจะเรียกว่าแรงเฮือกสุดท้าย
มุ่งหน้าไปทางร่างของฟุมิโนริ...
โคจิเกือบจะลืมความโกรธของเขาไปหมดสิ้นแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับมาอีกครั้ง มือของเขากำท่อเหล็กแน่น และฟาดลงไปยังร่างของมัน
"ตาย!! ตาย!! ตายไปซะ!! ไสหัวไปให้พ้นจากเพื่อนชั้นนะ!!!"
ฝ่ายที่หายใจรวยริน แม้จะแสดงความเจ็บปวดออกมาบ้าง แต่ก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว
โคจิยังคงทุบต่อไปไม่หยุด ราวกับว่าถ้าหยุดเมื่อไหร่ เขาจะเป็นฝ่ายแพ้
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ไปถึงตัวของฟุมิโนริ
"หยุด!! หยุดเดี๋ยวนี้!!! อย่ามาแตะต้องตัวฟุมิโนริ!! โธ่เว้ย !! "
ของเหลวจากมันเริ่มกระเซ็นขึ้นมาโดนหน้าของโคจิ ขณะที่ฟาดท่อเหล็กลงไป
สิ่งนั้นค่อยๆยื่นระยางค์เล็กๆ ออกมาแตะใบหน้าของฟุมิโนริอย่างอ่อนโยน
และจบชีวิตลง
แม้ตอนตายมันก็ยังไม่ยอมแยกจากฟุมิโนริ..
โคจิหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว
-------------------------------------------------------------------------------------
"นี่ๆ ปีนี้เราลองไปเล่นสเก็ตข้างนอกกันดูมั๊ย?"
"ฮะฮะ เธอเพิ่งจะหัดเล่นสเก็ตเองไม่ใช่เหรอโอมิ"
"เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยมีคนอายุเลขสองนำหน้าไปหัดเล่นกันหรอกนะ"
"ก็ตอนเด็กๆมันกลัวนี่นา รองเท้ามันคมยังกะมีดแน่ะ"
"อื้ม ก็จริงนะ ถ้ามีใครเตะเธอเข้าที่หน้า เดี๋ยวจะกลายเป็นเหมือนชั้นเอา"
โอมิและโยหัวเราะกับมุกฝืดๆของฟุมิโนริ
"แหม แต่เธอฆ่าฟุมิโนริได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองเลยไม่ใช่เหรอ ยอดไปเลยนะ โอมิจัง"
"ก็เห็นว่ามันเหมือนๆกับเหวี่ยงไม้เบสบอลน่ะแหละ แต่มีคมขวานติดมาด้วยเท่านั้นเอง"
"อืมม ชั้นอยากเห็นโอมิจังโดนกินบ้างจังเลย"
โคจิเริ่มรู้สึกถึงอะไรแปลกๆ
"เดี๋ยวนะ ทำไมเธอถึงปกติอยู่คนเดียวล่ะ โย"
"ปกติ? ชั้นก็ปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ไม่สิ ก่อนนั้น เธอยัง..."
"ก่อนนั้น.... อ๋อ ตอนนั้นน่ะเหรอ ไม่ต้องห่วงหรอก มันนานมาแล้วล่ะ"
"ตอนนี้เธอก็เป็นเหมือนกับพวกเราแล้วไง"
โคจิก้มลงมองร่างตัวเองที่เหมือนกับก้อนเนื้อเน่าๆ แขนและขากลายเป็นระยางค์ยืดยาว
โคจิลืมตาตืนขึ้นมาในห้องนอนของเขา ปลอกหมอนและผ้าคลุมเตียง ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันเป็นฝันร้ายแบบเดิม ฝันเดียวกันกับที่เขาเห็นทุกครั้ง แต่อย่างน้อยครั้งนี้เขาก็ไม่ตกใจจนตื่นมากรีดร้องกลางดึกเหมือนเมื่อก่อน
นาฬิกาบอกเวลาตีสี่ โคจิยังไม่รู้สึกว่าพักผ่อนเพียงพอเลย แต่จะให้นอนต่อ เขาก็คงนอนไม่หลับแล้วเหมือนกัน พอนึกจะสูบบุหรี่ ก็ไม่รู้ว่าซองเมื่อวานหายไปไหนอีก
โคจิลุกขึ้นเดินโซเซเข้าไปในห้องประจำของเขา ที่ๆมีเพื่อนเก่าอีกคนรออยู่
"ยังดูโทรมเหมือนเดิมเลยนะ"
"อ๊ะ ดอกเตอร์ อยู่ด้วยรึครับ"
ร่างที่แทบจะหลุดเป็นสองซีกของเธอนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเหมือนเคย
"นี่ท่าจะทรมานทุกคืนเลยสินะ นอนไม่พออีกล่ะสิ ใช่มั๊ย"
"ก็ไม่ใช่แบบนั้นตลอดหรอกครับ ถ้ากินยาก็พอช่วยได้เหมือนกัน" โคจิพูดจบก็นั่งลงตรงข้ามกับเธอ
ภาพหลอนแบบนี้จัดการง่ายกว่าฝันร้ายเยอะเลยแฮะ อย่างน้อยก็ดูเป็นห่วงเป็นใยเรามากกว่าละนะ
"ถ้าตอนนั้นฟังคำเตือนชั้นสักหน่อย ก็ไม่ต้องมากลายเป็นแบบนี้แล้ว"
"เลิกพูดเรื่องนั้นซะทีเถอะครับ ไอ้เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ"
เรียวโกะยิ้มแบบโหดเหี้ยมเหมือนอย่างที่เธอเคยทำตอนมีชีวิต
"งั้นก็แปลว่า เริ่มจะชินกับมันแล้วสิ?"
"คุณก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ทีตอนนั้นยังเป็นหัวหน้าแผนกได้เลยนี่"
"ถ้าเธอเล่นละครฉากหน้าให้มันดีๆน่ะ ก็ไม่ยากหรอก" เรียวโกะใช้แขนขวาที่เหลืออยู่หยิบกาแฟขึ้นจิบ
"แต่รู้ใช่มั๊ย ว่าปล่อยไว้ก็มีแต่จะแย่ลงน่ะ ถึงใครสักคนบอกว่าเวลาจะช่วยรักษาแผลใจ แต่ของเธอน่ะ น่าจะเป็นพิษซะมากกว่าละมั้ง"
เรียวโกะพูดถูก พิษที่ว่านั่นก็คือความจริงที่กัดกินใจเขาอยู่ในตอนนี้ ความจริงที่เป็นพิษร้ายแรงขนาดที่หากไม่ได้เจือจางด้วยคำโกหก ก็มีฤทธิ์ทำลายหัวใจของมนุษย์ได้ทั้งเป็น
"ผมน่ะเรียนรู้มาจากคุณหมดแล้วล่ะครับ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"เห?.. งั้นรึ"
โคจิพยักหน้า และเดินเข้าไปห้องน้ำ และหยิบอาวุธชิ้นหนึ่งออกมาจากหลังตู้กระจก
มันคือปืนพกของโอไก
"กว่าจะหากระสุนได้นี่ แทบแย่เลยล่ะครับ"
"หืมม ซื้อมากี่นัดล่ะ"
"นัดเดียวครับ" โคจิยักไหล่
"ผมคงไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่มันต้องใช้กระสุนเยอะกว่านี้แล้วล่ะ"
"ดูท่าเธอจะเข้าใจดีแล้วล่ะนะ โทโนะคุง"
อีกครั้งที่ความเงียบเข้าปกคลุม
โคจิที่หันกลับมาจะคุยกับเรียวโกะอีกครั้งก็พบว่าที่จริงแล้วในห้องไม่มีใครตั้งแต่แรก จะมีก็แต่ความเงียบของยามราตรี โคจิจุดบุหรี่ที่เพิ่งหาพบและมองดูปืนในมือ
แม้ว่าสิ่งที่มันนำพามาให้จะไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากการทำลายล้าง
แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยปลดปล่อยเขาจากความจริงอันโหดร้ายนี้
_________________________________________________________________
ed2 fin.
_______________________________________________________________________
แต่ก็อ่านจบเหอๆ
เป็นการจบที่แบบ =w=;
สุดท้ายก็เหลือคนเดียวสินะ...
น่าเศร้าเหลือเกิน
#1 By mayWz on 2009-05-24 21:41