ถึงเวลาแล้ว ที่จะจบเรื่องนี้ลงซะที

   โคจิหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา โทรหาฟุมิโนริ

    ฝ่ายตรงข้ามรับสายเร็วกว่าที่คิด เหมือนกับว่ากำลังรออยู่แล้ว

  "ขอโทษทีที่ให้รอนาน ชั้นเตรียมการเสร็จแล้ว ฟุมิโนริ"  น้ำเสียงของโคจิแฝงความกดดันของฝ่ายผู้ถือไพ่เหนือกว่า

  "แกอยู่ไหน โคจิ" เสียงของฟุมิโนริที่แหบแห้งออกมาจากหูโทรศัพท์

  "อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันน่ะล่ะ" โคจิตอบแบบยียวน

   "กริ๊งงงง"

   เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งในบ้านฟุมิโนริทันทีที่เขาพูดจบ ทำให้โคจิถึงกับสะดุ้ง 

   เสียงนั้นเป็นเสียงจากโทรศัพท์บ้านของฟุมิโนริ

   "หืมม แกคงอยู่ที่บ้านชั้นสินะ"

   โคจิพลาด  ฟุมิโนรินั่นเองที่โทรเข้ามาที่บ้าน เขาคงใช้โทรศัพท์อีกเครื่องโทรเข้ามาขณะที่คุยกับโคจิ เพื่อเช็คว่าโคจิอยู่ที่บ้านเขารึเปล่า จากเสียงโทรศัพท์ที่อาจดังเข้ามาในสาย

    ฟุมิโนริคาดไว้แล้วว่าเขาต้องโทรมาหลังจากที่บุกค้นบ้านของฟุมิโนริแล้วไม่เจอใครเลย 

   "ชิ งั้นแกคงเห็นหมดแล้วสินะ"

   "เออ" โคจิตอบเหมือนกับไม่กลัวเกรง ถึงแม้ว่าฟุมิโนริจะวางแผนอะไรไว้

   "แกฆ่าไปกี่คนแล้วล่ะ ฟุมิโนริ"

   "จริงๆ ก็แค่คนเดียวน่ะ" ฟุมิโนริพูดแบบไม่ยี่หระ "แต่ชิ้นส่วนนั่นน่ะสามสี่คนเห็นจะได้"

   โคจิไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือเศร้าเสียใจกับคำพูดและการกระทำของปีศาจที่ใช้คำพูดและน้ำเสียงของเพื่อนเขาอีกแล้ว เหลือแต่ความคิดที่จะสังหารมันลงด้วยมือนี้

   "แก... แกฆ่าโอมิ แต่กลับโกหกว่าไม่รู้เรื่องใช่มั๊ย..."

   "อืม.. ที่จริงแล้ว ศพแรกที่ชั้นกินคงเป็นเธอละมั้ง เพราะมันวันเดียวกับที่เธอหายไปน่ะ"

    "อีกอย่างนึง ตอนที่เห็นสภาพ ชั้นก็จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเป็นใคร"

 

  โคจิที่ละทิ้งความหวังไปแล้ว ได้รับรู้ถึงวาระสุดท้ายของคนรักเป็นครั้งแรก  

    "โย.. ด้วยรึ"

   "เปล่า  เธอยังอยู่ตามสัญญา ชั้นต้องเก็บเธอไว้แลกกับแกอยู่แล้ว ไม่ทำให้เสียของแบบโอมิหรอก รับรองได้" 

   "ขอฟังเสียงโยหน่อย" โคจิยื่นคำขาด

   "ท่าจะไม่ได้นะ  ตอนนี้เธอไม่อยู่ในสภาพที่จะคุยกับใครได้น่ะ"

   "แกลืมที่ชั้นพูดแล้วรึฟุมิโนริ ถ้าแกไม่ปล่อยโยมาอย่าง...."

   "อยากได้แบบมีชีวิตหรือเป็นศพล่ะ"

   คำพูดที่ฟุมิโนริแทรกมาทำให้โคจิชะงักไปในทันที

  

  "สรุปว่า แกเอาหลักฐานกับเอกสารทั้งหมดมาให้ชั้นดูก่อน ถ้ามันเป็นของจริง ชั้นจะคืนโยให้"

  "ได้" โคจิตอบตกลง ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าฟุมิโนริจะต้องวางแผนกำจัดเขาไปพร้อมกับความลับเรื่องซายะนั่น ยิ่งไปกว่านั้น โยจะยังมีชีวิตอยู่อย่างที่ฟุมิโนริอ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ บางที ร่างของเธออาจจะปะปนอยู่กับคนอื่นๆในตู้เย็นตรงหน้าเขาด้วยซ้ำ

   แต่เขาก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าฟุมิโนริจะทำอะไร รวมถึงเรื่องสัญญาอะไรนั่นด้วย เป้าหมายเดียวของโคจิคือการหาโอกาสเข้าใกล้ฟุมิโนริเพื่อฆ่าเขาซะ

  "สถานที่ล่ะ"

  "ยังจำบ้านของศาสตราจารย์โอไกที่แกเคยตามชั้นไปได้มั๊ย เจอกันที่นั่นตอนทุ่มตรง มาคนเดียวล่ะ" 

  ฟุมิโนริวางสายทันทีที่พูดจบ

 

  บางที ฝ่ายนั้นก็คงรู้ตัว ว่าโคจิไม่ได้เป็นฝ่ายที่เดินมาให้เขาฆ่าเท่านั้น แต่มาด้วยจุดประสงค์ที่จะฆ่าเขาเช่นเดียวกัน

  นี่คือการดวล

  โคจิยิ้มให้กับตัวเองก่อนที่จะเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าตามเดิม  สภาพการณ์ของพวกเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากการจับมือกันฉันมิตรโดยที่แต่ละฝ่ายซ่อนมีดไว้ในมืออีกข้าง พร้อมที่จะช่วงชิงชีวิตของอีกฝ่ายได้ทุกเวลา 

  น่าประหลาดใจจริงๆ ที่มิตรภาพของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้

  ถึงฉากหน้าจะเป็นการเจรจา แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่คือล่อให้ใครคนหนึ่งคนใดมาติดกับดักที่วางไว้

  โคจิไม่รู้ว่าฟุมิโนริทำอะไรอยู่ในตอนนี้  แต่เขาไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เริ่มก่อนแน่ๆ  ความกระหายเลือดที่ฝังตัวลึกลงไปในใจของโคจิตอนนี้ มันมากเกินพอที่จะเติมไฟให้กับร่างกายอันอ่อนล้า

           -------------------------------------------------------------------------------------------------

      ผ่านมากว่าสามเดือนแล้วที่ฟุมิโนริไม่ได้ขับรถ ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุครั้งนั้น  เขาแทบจะแยกความแตกต่างของรถกับถนนไม่ออกด้วยซ้ำ ความคิดเรื่องจะใช้รถ ไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลยจนกระทั่งเมื่อเช้านี้ 

      ตอนที่เขาตัดสินใจจะย้ายหนีออกจากบ้าน หลังจากได้รับโทรศัพท์จากโคจิ ซายะเป็นคนบอกว่า สมัยที่เธอยังอยู่ที่บ้านของศาสตราจารย์โอไก ยังมีบ้านร้างอีกหลังหนึ่งบนภูเขา  พวกเราน่าจะใช้ที่นั่นเป็นที่หลบซ่อนตัวได้  อีกอย่าง ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่นาน เพื่อนบ้านคนอื่นก็จะสังเกตได้ว่าครอบครัวสุซุมิหายตัวไป

      ฟุมิโนริขับรถของบ้านสุซุมิออกไปตั้งแต่รุ่งสาง โดยมีซายะและโยแอบอยู่ที่เบาะหลัง สามเดือนที่ผ่านมาทำให้เขาเริ่มแยกระหว่างรถกับคนเดินถนนได้บ้างแล้ว ส่วนสัญญาณไฟและป้ายจราจรนั้นยังดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็พอเข้าใจว่าให้ทำอะไร  อย่างน้อยเขาก็สังเกตได้ว่ารถคันอื่นกำลังเบรคหรือเลี้ยว

      บนเนินเขารกร้างและวังเวง ปกคลุมไปด้วยป่ารกชัฎเหมือนจะซ่อนบ้านเก่าคร่ำคร่าหลังนี้เอาไว้จากสายตาผู้ คน อดีตสนามเด็กเล่นของซายะสมัยยังอาศัยอยู่ในบ้านเก่าของโอไก ที่จริงเคยเป็นสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่เงียบสงบ แต่หลังจากที่เจ้าของล้มละลาย สถานที่นี้ก็ถูกทิ้งไว้ให้ผุพังไปตามกาลเวลา ไม่มีใครจดจำ

      ที่จริงฟุมิโนริออกจะชอบบ้านหลังนี้เสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลที่สวนทางกับสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ กองขยะและวัสดุก่อสร้างที่กองอยู่ทั่วไปบริเวณหน้าบ้าน เปรียบเหมือนกับสิ่งกีดขวางชั้นดี สภาพบ้านแบบนี้คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้ยิ่งกว่าบ้านเขาซะอีก  ในเมื่อมนุษย์ทั่วไปกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับฟุมิโนริ ก็มีแต่ที่แบบนี้เท่านั้นที่เขาจะพักผ่อนได้อย่างสบายใจ

      ฟุมิโนริส่งซายะและโยไว้ที่บ้านร้างและลงจากเขาไปหาซื้อของจำเป็นนิดหน่อย ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง  เขาส่งเสียงพอเป็นสัญญาณให้รู้ว่าไม่ใช่คนแปลกหน้า ก่อนจะลงไปยังชั้นใต้ดินที่ซายะและโยอยู่

      "ที่นี่เป็นยังไงบ้าง ซายะ"

      "ไปดูรอบๆมาแล้วล่ะ ไม่มีใครมาเลยตั้งแต่คราวก่อน ปลอดภัยแน่นอน"  

     ที่จริงเขาก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าสถานที่แบบนี้จะเป็นแหล่งซ่องสุมของ พวกแก๊งค์มอเตอร์ไซค์หรือพวกเร่ร่อนรึเปล่า แต่เมื่อได้ยินจากปากซายะที่เคยมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ ก็พอจะเบาใจได้

      "สงสัยเพราะพวกกองขยะข้างหน้านี่ละมั้ง ว่ามั๊ย?"

     ฟุมิโนริแกะห่อของที่เขาซื้อมาจากในเมืองให้ซายะดู หนึ่งในนั้นคือขวานผ่าฟืนใหม่เอี่ยม ยาวประมาณหนึ่งเมตร  ฟุมิโนริลองเหวี่ยงขวานดูด้วยสองมือ ความรู้สึกคล้ายๆกับเหวี่ยงไม้เบสบอล คมมีดที่แหวกอากาศด้วยแรงขนาดนั้น น่าจะเพียงพอที่จะบั่นคอคนให้ขาดได้ 

      "ขวานคมรึเปล่า ลองกับโยหน่อยมั๊ย ฟุมิโนริ?"  

     ฟุมิโนริอึ้งเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าซายะจะพูดอะไรที่มันโหดร้ายแบบนี้ออกมาได้ 

      "อืม... ไม่ดีกว่า  มันออกจะ.... เกินไปหน่อยนะ"

      "ไม่ต้องห่วงหรอก ร่างใหม่ของโยน่ะโดนพวกของคมๆแบบนี้แปปเดียวก็หายแล้ว"

      "แต่ก็ยังเจ็บอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ"

      "อืม...  ก็จริงอยู่นะ" ซายะตัดบท

      "แต่ว่า เสียงโยเวลาโดนทรมานนี่ น่ารักสุดๆเลยนะรู้มั๊ย!"

      ฟุมิโนริสารภาพกับซายะว่า ที่จริงเขาก็ไม่อยากใช้ขวานจามคนอื่นเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นโคจิล่ะก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาไม่ได้เห็นโคจิเป็นมนุษย์อีกแล้ว จะให้สับเป็นชิ้นๆหรือทุบให้เละก็ยังได้

      มนุษย์นั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่าสามัญสำนึกอยู่ในจิตใจ  ไม่ว่าจะโกรธแค้นชิงชังฝ่ายตรงข้ามสักเพียงใด เวลาจะลงมือฆ่าก็ต้องรู้สึกลังเลอยู่ดี  นั่นคือสาเหตุที่ฟุมิโนริคิดว่าเขาจะต้องชนะ 

     ต่อหน้าโคจิที่ทั้งตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ฟุมิโนริคงไม่สามารถเอาชนะได้ถ้าเป็นการต่อสู้ซึ่งๆหน้า แต่ในตอนนี้ สำหรับฟุมิโนริ การสังหารโคจิ ก็เหมือน สังหารสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ในขณะที่การสังหารฟุมิโนริ สำหรับโคจิ ก็คือการฆาตกรรมดีๆนี่เอง  นี่แหละที่จะทำให้เขาชะงักในวินาทีสุดท้าย

     ซายะยังคงเป็นห่วงฟุมิโนริ เธอไม่คิดว่าสงครามประสาทแบบนั้นจะใช้ได้ผลเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง  จึงขอเสนอตัวเป็นผู้จัดการโคจิเอง

     ฟุมิโนริแม้จะรู้สึกซาบซึ้งที่ซายะยอมเอาตัวเข้าแลกแทนเขา แต่ก็ปฎิเสธข้อเสนอนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าโย ซายะอาจจะทรงพลังจนฝ่ายตรงข้ามขัดขืนไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นโคจิ มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้น

     แม้ว่ารูปร่างที่แท้จริงของซายะอาจทำให้ คนปกติเสียสติไปได้ในทันทีก็เถอะ

     ความกลัวไม่ได้ทำให้มนุษย์อ่อนแอลงเสมอไป บางสถานการณ์อาจทำให้มนุษย์เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาก็ยังได้ เหมือนกับสงครามประสาทที่อาจจะใช้ไม่ได้ในสถานการณ์จริงอย่างที่ซายะว่านั่น แหละ

     "ถ้าอย่างนั้น แผนนี้ล่ะเป็นไง?" ฟุมิโนริเหมือนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ บอกสิ่งที่เขาคิดกับซายะ

     "ใช่เลย ถ้าเป็นแผนนี้ล่ะก็ สมบูรณ์แบบ! เก่งจริงเลยนะ ฟุมิโนริเนี่ย" 

     "ไม่เท่าไหร่หรอก..."

     "แล้วคุณโคจิ จะมาเมื่อไหร่เหรอ"

     "ชั้นเพิ่งจะคุยกับมันเมื่อเช้าน่ะ  ตอนนี้คงโดนล่อไปที่อื่นตามแผนเรียบร้อยแล้ว"

     "อืม ไว้จัดการตอนมืดแล้วดีกว่าสินะ"

     "ใช่ ถึงตอนนั้นชั้นจะล่อมาจัดการที่นี่เอง ที่ลับตาคนแบบนี้ ถึงจะฆ่าคนไปสักคนก็ไม่มีใครรู้หรอก"

 

เนื้อที่เอามาด้วยเมื่ออยู่นอกตู้เย็น ไม่นานก็เริ่มส่งกลิ่น ระหว่างที่รอโคจิ เรื่องปากท้องก็เป็นอีกปัญหาที่ฟุมิโนริต้องจัดการ ครั้นจะเอาไปใช้เป็นเหยื่อล่อพวกนก ก็เกรงว่าถ้ามีตัวไหนหลุดไปได้พร้อมเหยื่อล่อ ถ้ามีคนอื่นพบเข้า จะมีปัญหาอีก  พวกมนุษย์ที่แสนอันตรายและสกปรกโสมม แค่อยู่ใกล้ก็อยากจะอาเจียนออกมา แต่เหมือนกับจะประชด ที่เนื้อของพวกมันกลับเป็นอาหารรสเลิศยิ่งกว่าเนื้อใดๆ  ฟุมิโนริได้แต่นึกเสียใจที่เขาต้องทิ้งเนื้อที่เหลือนั่นไว้ในตู้เย็น ทั้งๆที่ยังมีตั้งสามปากท้องให้เลี้ยงดู  ซายะบอกเขาว่าไม่ต้องห่วง ป่าแถวนี้ยังมีสัตว์อยู่พอสมควร เธอจะล่าให้เอง

     "ซายะนี่จะเป็นแม่บ้านเต็มตัวแล้วสินะ"  

     เด็กสาวยิ้มรับ หัวเราะคิกคัก ภาพที่เห็นนั้นชวนให้หัวใจชุ่มชื่นจริงๆ

     "คราวนี้ จะได้พักนานเท่าไหร่กันนะ~"

     น้ำเสียงร่าเริงเกือบทำให้ฟุมิโนริลืมความหมายของคำพูดนั้น

     "นั่นสินะ...  จะได้พักอีกนานเท่าไหร่กัน"

 

     ซายะพูดถูก

     ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้คงไม่ยืนยาวตลอดไป

     แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่เขาแลกมาเพื่อให้ได้อยู่กับซายะ  เส้นทางที่ผิดแผกจากมนุษย์ธรรมดา และไม่มีทางจะกลับมาบรรจบกันได้ มีแต่ต้องหนีไปเรื่อยๆ

    "คงเป็นการเดินทางที่ยาวนานทีเดียวล่ะ..."

    ฟุมิโนริดึงซายะเข้ามาในอ้อมแขน โอบไหล่ของเธอและกระซิบเบาๆ

     "ชีวิตของคนเราน่ะ มันก็เหมือนกับการเดินทางอยู่แล้ว  ไม่มีอะไรหรอกที่จะคงเดิมอยู่ได้ตลอดไป"

     "อืม"  ซายะยิ้มละมุน  แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดในใจพร้อมๆกับมีความสุขในขณะเดียวกัน

 

"แต่เรา...จะอยู่ด้วยกันตลอดไปใช่มั๊ย จะไม่มีใครต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอีกใช่มั๊ย?"

    

    ฟุมิโนริตอบรับโดยไม่ต้องคิด เขายินดีทำทุกอย่าง ตราบที่เขายังสามารถโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนนี้

   "แต่ว่านะ ฟุมิโนริ "     

   "สักวันหนึ่ง เราจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหลบซ่อนสายตาใคร ชั้นสัญญา"   

   "วันนั้น อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรือวันใดวันนึงในอนาคต ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ แต่ยังไง...มันก็เป็นครั้งแรกของชั้น  ก็เลย..รู้สึกกลัวๆอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน"

    ฟุมิโนริไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอหมายถึงอะไร แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ซายะพูดหรือทำอะไรลึกลับแบบนี้  หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เธอแสดงความสามารถอันมหัศจรรย์ให้เขาได้เห็น คราวนี้ก็คงเช่นกัน

   "งั้น พวกเราก็ยังมีความหวังสินะ"

   "อื้ม" ซายะพยักหน้าตอบ

 

         "มันจะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ซายะจะมอบให้กับฟุมิโนริ  ภารกิจครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของซายะ"

 

---------------------------------------------------------------------------------

 

     โคจิได้แต่นั่งรออยู่ในบ้านที่เหม็นอับ เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นเชื้อรา  เขาเฝ้าอยู่ที่ชั้นสองของบ้านโอไกอย่างเงียบเชียบ ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพ่งไปที่อะไรก็ตามที่อาจเข้ามาที่ชั้นล่าง  มันเป็นการเฝ้ารอชนิดที่น้อยคนนักจะอดทนได้ แต่โคจิกลับทำได้โดยไม่บ่นสักคำ สำหรับเขาในตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ยากหรือไม่ยาก แต่เป็นเพราะเขาไม่สนใจว่าจะต้องทนลำบากสักเพียงใดเพื่อให้การเฝ้ารอนี้บังเกิดผล  แทนที่จะรอให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เขายอมทนลับประสาทสัมผัสให้เฉียบคมที่สุดอยู่ในห้องมืดๆแบบนี้ยังดีกว่า

     ต่อหน้าอดีตเพื่อนรักที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของเขาไปเป็นอย่างอื่นที่ตรงข้าม เขาไม่ต้องการสิ่งใดอีกนอกจากการทำลายทุกอย่างให้หมดสิ้น รวมไปถึงตัวเขาเองด้วย

     พลังใจที่ก่อกำเนิดจากความเกลียดชัง แข็งแกร่งและคงทนยิ่งกว่าศรัทธาหรือความแน่วแน่ใดๆ

    ด้วยความคิดที่ว่าฟุมิโนริอาจซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ ทำให้โคจิตัดสินใจลอบเข้ามาก่อนเวลานัดเพื่อหวังจะจัดการเขาทีเผลอ  แต่เมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน เขาก็ตระหนักได้ว่าบ้านหลังนี้ยังคงว่างเปล่าเหมือนที่มันเคยเป็นมา แต่เรื่องที่ฟุมิโนริจะต้องมาถึงที่นี่ก่อนเวลานัด ทำให้โคจิยอมซุ่มรอจนกว่าจะถึงเวลานั้น

 

    แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีแดง ความมืดของยามกลางคืนเริ่มรุกล้ำเข้ามาโดยที่ยังไม่มีสัญญาณใดๆที่บ่งบอกว่ามีคนเข้ามาในบ้าน  โคจิเริ่มรู้สึกว่าความอดทนของเขาค่อยๆลดลงทุกที

 

    ขณะนี้เวลาหนึ่งทุ่ม

    ความหวาดวิตกของโคจิกำลังจะถึงขีดสุด  ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็เริ่มสั่นและส่องแสงกระพริบ  

    ฟุมิโนริเลือกจะโทรศัพท์มาแทนที่จะปรากฎตัว

 

    โคจิยิ่งรู้สึกโกรธที่ตัวเองถูกหลอก แต่ยังคุมตัวเองให้ตอบโทรศัพท์อย่างใจเย็นได้

    "ว่าไง ฟุมิโนริ"

    "อ๋อ เปล่าน่ะ แค่เป็นห่วงว่าแกจะเสียพลังงานไปเปล่าๆกับอะไรที่ไร้ประโยชน์เช่นการดักซุ่มรอชั้นรึเปล่า"

    คำพูดของฟุมิโนริแฝงท่าทีเยาะเย้ย ราวกับรู้ว่าโคจิกำลังทำอะไรอยู่

    "ที่จริงชั้นลืมบอกน่ะ ว่าถ้าไปถึงแล้วจะบอกสถานที่จริงอีกที แต่เพิ่งมาพูดตอนนี้คงไม่ช้าไปใช่มั๊ย"  

    "เลิกพูดบ้าๆได้แล้ว"  โคจิสบถ

    "อย่าหงุดหงิดไปเลยน่า ชั้นก็แค่ระวังตัวเท่านั้นเอง จริงมั๊ย"

     ฟุมิโนริหัวเราะ

    "เดาว่าแกคงอยู่ที่บ้านศาสตราจารย์โอไกแล้วสินะ   แถวนั้นมีที่ใกล้ๆเดินไปไม่นานก็ถึง ชั้นกับโยจะรออยู่ที่นั่น ....แต่ก่อนอื่น กลับไปที่รถก่อนแล้วใช้ GPS จากนั้นชั้นจะบอกสถานที่ให้"

    "จะรู้ได้ไงว่าคราวนี้แกจะไม่หลอกชั้นอีก"

    "ถ้าระแวงขนาดนั้นก็ไม่ต้องมา เชิญหนีหางจุกตูดกลับไปได้เลย"

    ฟุมิโนริท้าทายโคจิเสร็จก็วางสายใส่

 

    ตึง!

    โคจิที่ระงับความโกรธไม่อยู่ เตะเก้าอี้ที่เขาเคยนั่งจนถึงเมื่อกี้กระเด็นไปมุมห้องอย่างแรง

    เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามที่ฟุมิโนริบอก ถึงแม้ว่าความเหนื่อยล้าของเขาจะถึงขีดสุดแล้วก็ตาม ถ้ามาหยุดตรงนี้ ทุกอย่างก็จะไร้ประโยชน์   

   มีเพียงกำลังใจที่ไม่ลดละเท่านั้นที่ดึงเขาข้ามขีดจำกัดของร่างกายได้จนมาถึงขณะนี้ 

   ถ้าเขาจะฆ่าฟุมิโนริ โอกาสก็มีแค่คืนนี้เท่านั้น

 

   โคจิรู้ว่าอย่างฟุมิโนริในตอนนี้ไม่มีทางที่จะเล่นซื่อๆกับเขาแน่  แต่เขาจะบ่นอะไรได้ ในเมื่อเขาเองก็เพิ่งจะทำแบบเดียวกันมา 

    เขาเดินออกมาจากบ้านของศาสตราจารย์โอไกด้วยท่าทางอิดโรย

            ------------------------------------------------------------------------------------------

   สถานที่ที่ฟุมิโนริบอกไม่มีแสดงในระบบGPSของรถโคจิ ไม่มีถนนใดๆทอดไปยังที่นั่น โคจิสังหรณ์ใจว่ามันเป็นสถานที่ลับตาคนขนาดที่ไม่น่าจะมีใครหาพบได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ตาม

  สถานพยาบาลร้างบนยอดเขา แฝงตัวอยู่ในป่าทึบยามราตรี 

 โคจิดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในทันที

  "ถึงแล้ว"

  "ได้ยินแล้วล่ะ   ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ของชั้นนะ  โคจิ"

   โคจิเย็นวาบไปถึงสันหลังเมื่อรู้ว่าฟุมิโนริอยู่ใกล้ๆนี้ และยังเฝ้ามองเขาอยู่จากที่ไหนสักแห่ง

  "เข้ามาข้างในสิ โยรออยู่"  ฟุมิโนริวางสายไปในทันทีที่พูดจบ

 

 

   โคจิคว้าไฟฉายอันใหม่และคลำหาปืนพกในกระเป๋า ก่อนจะก้าวลงจากรถ

   หน้าทางเข้าสถานพยาบาลร้าง ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับหน้าบ้านพักตากอากาศของศจ.โอไกโดยสิ้นเชิง  โคจิตัดสินใจไม่ใช้ไฟฉายที่เอามาด้วยเพราะมันอาจจะบอกตำแหน่งของเขาในบ้าน ที่มืดสนิทให้ฟุมิโนริรู้  แต่ก็ถือมันไว้ในมือซ้ายในลักษณะพร้อมเปิดตลอดเวลา  

   ปืนพกในมือขวาก็เช่นกัน

 

  โคจิก้าวเข้าไปในอาคาร...

   สายตาของเขาใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะปรับให้เข้ากับความมืดในอาคารที่มีเพียง แสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทางประตูและหน้าต่าง  ทิวทัศน์ที่ปรากฎในสายตามีเพียงสีเทาและดำ  ทางด้านฟุมิโนริก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน  ในสังเวียนแห่งความมืดนี้ ใครก็ตามที่เพลี่ยงพล้ำบอกตำแหน่งตัวเองให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ก่อน จะต้องจบชีวิตลง

   โคจิค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามทางเดินอย่างเงียบๆ ประตูเลียบทางเดินทั้งสองด้านเปิดกว้าง ส่วนบางห้องก็ไม่มีประตูให้เห็น  สายตาของโคจิกวาดผ่านความมืดในห้องเหล่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหลบ ซ่อนอยู่ แล้วจึงค่อยๆเดินผ่านไปอย่างช้าๆ

   กลิ่นแปลกประหลาดกลิ่นเดียวกับในบ้านฟุมิโนริ ลอยมาแตะจมูกเขาตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า กลิ่นเหม็นเหมือนเนื้อเน่าทำให้โคจินึกถึงสิ่งที่เขาอ่านพบในบันทึกของศจ.โอไก 

   เรื่องไร้สาระแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง

   โคจิกัดฟันแล้วเดินต่อไป

 

   "ครืด.." 

   เสียงของอะไรบางอย่างเปียกๆ เคลื่อนผ่านไปบนพื้นไม้ ทำให้โคจิแทบจะหยุดหายใจ  ต้นเสียงนั้นมาจากห้องด้านในสุดของอาคาร 

   มีอะไรบางอย่างอยู่ที่นั่น  อะไรบางอย่างที่ทำเสียงแบบนี้ได้...

  มือทั้งสองข้างของโคจิกำไฟฉายและปืนพกไว้แน่น ขาของเขาค่อยๆก้าวไปยังที่มาของเสียงนั้น 

  ยิ่งเข้าไปใกล้ เสียงที่ได้ยินก็ยิ่งแปลกประหลาด จากเสียงของอะไรเปียกๆเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากหนองน้ำ ตอนนี้กลายเป็นเสียงเสียดสีกันของร่างกายที่เปื้อนไปด้วยโคลนหรืออะไร บางอย่างเหลวๆ และเสียงลมหายใจของสัตว์

  หรือว่าจะเป็น.. ฟุมิโนริ?  

  ความคิดนั้นไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าฟุมิโนริจ้องจะเอาชีวิตโคจิ เขาควรจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างเงียบๆมากกว่าที่จะมาทำเสียงแปลกๆแบบ นี้

  เสียงแปลกประหลาดชัดเจนขึ้นทุกทีๆ ที่โคจิเคลื่อนเข้าไปใกล้ห้องนั้น

  "อึก... อึก....  ฮึก....  ฮืออ... "    

 ตอนนี้ โคจิยืนอยู่ตรงหน้าห้องแล้ว 

  ภายในห้องมืดสนิทไม่ต่างไปจากห้องอื่นๆที่ผ่านมา เพียงแต่ว่า มีอะไรบางอย่าง อยู่ในความมืดนั้น 

  เสียงของลมหายใจติดขัด  เหมือนสัตว์บาดเจ็บ  เสียงกระซิก ที่ฟังดูแล้วนึกถึงเสียงร้องไห้ของมนุษย์

  ...ทำให้โคจินึกถึงใครคนหนึ่ง  คนที่เขาคิดว่าไม่น่ามีชีวิตอยู่แล้ว

  "ใครกันน่ะ..?" สีหน้าของโคจิซีดเผือด ใจหนึ่งเขาอยากจะเปิดไฟฉายในมือส่องดูให้ชัดๆ แต่อีกใจหนึ่งก็ห้ามไว้เพราะกลัวว่าภาพที่ปรากฎต่อหน้า จะติดตาเขาไปชั่วชีวิต

  ทันใดนั้น เสียงสะอื้นก็หยุดลง

   "โคจิ..คุง?" เสียงของคนที่เขาเคยรู้จัก บัดนี้แทบไม่เหลือเค้าของเสียงมนุษย์ 

   "โย?"

   เป็นไปไม่ได้  เสียงของโยไม่ใช่แบบนี้ กลิ่นเหม็นนี่ก็ต้องไม่ใช่เธอแน่ๆ....

   "โคจิ.. คุง ...ชะ  ช่.. ว.ย...  ฆ่.....า  ชั้..น..  ..ที ....  "

   ถ้าไม่ใช่โย แล้วมันรู้จักเขาได้ยังไง  ..มันขอความช่วยเหลือจากเขาทำไม?  ไม่.. นั่นไม่ใช่โยแน่ๆ โยเป็นมนุษย์ ไม่มีทางเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นตรงนั้น เหมือนกับเจ้าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นแน่ๆ

   "ร่..า......ง ก..าย...นี่  ม...มั น จ..เ..จ็..บ.....เ...ห...ลื..อ.....เ..กิ....นน ...ช่วย...ด้ว..ย ....โคจิคุง..."

   สิ่งนั้นค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้โคจิ  ผู้ซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟฉาย หรือถอยหนีออกไปจากที่ตรงนั้น

   "โย...  ใช่โยจริงๆเหรอ  นั่นเธอจริงๆเหรอ!!!"

   "ฆ่....า  .....ชั้...นน ...ให้...ต..าย...ทะ... ที..."  เสียงที่น่าหวาดกลัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง สัมผัสที่เท้าของโคจิ  อะไรบางอย่างที่ชุ่มไปด้วยเมือกเหนียวๆ

   สัญชาตญาณบังคับให้โคจิเปิดไฟฉายส่องไปที่สิ่งนั้นทันที

   โคจิกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวอย่างคนเสียสติ ทันทีที่ลำแสงสีขาวกระทบเข้ากับเป้าหมาย  ในหัวเขาไม่มีสิ่งใดอีกนอกจากคำว่า "ปืน" และ "ลั่นไก"  นิ้วชี้มือขวาของเขาประทับที่ไกปืนโดยไม่ต้องสั่ง

   "ปัง!" เสียงกึกก้องของเครื่องรางแห่งความพินาศในมือขวาดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟจาก ปากกระบอกปืน  หูของโคจิยังไม่ทันจะหายชาจากเสียงกึกก้องของปืนที่กระชากผ่าความเงียบของ ยามราตรี สิ่งนั้นก็ส่งเสียงแผ่วเบาแต่น่ารังเกียจออกมาอีกครั้ง

   "...จ.. เจ็..บ"  

   "อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"  เสียงกรีดร้องของโคจิดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงปืนอีก 3 นัดที่เหลือ โคจิแทบไม่ต้องเล็งเป้าหมาย เพราะมันยังคงอยู่ที่เท้าของเขา เสียงกัปนาทและแสงแลบแปลบปลาบจากอาวุธในมือเหมือนจะบันดาลให้เขาหลุดพ้นจาก ความวิปริตใดๆได้ เพียงแค่ปลายนิ้ว เขาลืมแม้กระทั่งคำเตือนของเรียวโกะที่บอกว่ามีกระสุนเหลือกี่นัด  โคจิยังคงเหนี่ยวไกอย่างไม่ยั้ง ถึงแม้จะกระสุนจะหมดไปแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาหมดแรงยืน ทรุดลงกับพื้น ด้วยรู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวในลำแสงไฟฉายนั้น จะไม่มีทางลบหายไปจากความทรงจำชั่วชีวิตของเขา

   ไฟฉายของโคจิตกลงบนพื้น ลำแสงของมันฉายไปทางอื่น  ปืนพกในมือไม่มีกระสุนเหลืออยู่อีก ทั้งที่กระสุนสี่นัดนั้น เพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ธรรมดาให้ตายได้ถึงสี่รอบ ... ไพ่ตายใบสุดท้ายของโคจิถูกใช้ออกไปแล้ว

   นั่นแปลว่าตอนนี้ เขาได้แต่นั่งรอความตายที่กำลังจะมาเยือนอยู่ในความมืดนี้  ...ชั่วความคิดนั้น ก้อนเนื้อเน่าๆและเย็นชืดก็โผเข้าหาเขาราวคลื่นซัด  พร้อมกับเสียงโหยหวนที่แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุด  

   ความหวาดกลัวเข้าครอบงำโคจิที่ไร้ทางสู้ มือและแขนของเขาไขว่คว้าหาทางออกที่ไม่มีอยู่  สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเข้าครอบงำความคิดของเขาโดยสมบูรณ์ และนั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่.. ในช่วงเวลาที่น่าจะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต มือที่เหวี่ยงไปมาอย่างสะเปะสะปะของเขา ไปคว้าโดนอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนพื้นเข้าโดยบังเอิญและฟาดมันเข้าที่ก้อน เนื้อตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

   ก้อนเนื้อที่เข้าจู่โจมโคจิหลุดออกจากตัวเขาทันทีที่เสียงฟาดหยุดลง  สติของโคจิกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับสัมผัสในมือขวาของเขาที่บ่งบอกว่าอาุวุธนั้นคือท่อเหล็กขึ้นสนิม  

  "อิ... อิ๊.... "  เสียงของก้อนเนื้อยังไม่สงบลง  อีกครั้งที่โคจิกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง และฟาดอาวุธในมือใส่มันไม่ยั้ง เสียงของก้อนเนื้อ มีทั้งเสียงที่ครวญครางด้วยความหวาดกลัว และเสียงคำรามแห่งความโกรธแค้น  เสียงท่อเหล็กกระทบร่างกายของมันเหมือนจะซึมซับแรงกระแทกที่โคจิฟาดลงไป นั่นยิ่งทำให้โคจิหวดท่อเหล็กด้วยแรงขนาดที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน แรงที่ออกมาจากก้นบึ้งของร่างกายในยามที่ทุกอย่างหมดสิ้นลง

  โคจิสบถพร้อมกับฟาดท่อเหล็กใส่ก้อนเนื้อที่เริ่มจะเละเทะอย่างไม่หยุดยั้ง เหมือนกับตอนที่เขาลั่นไกปืนอย่างไร้ประโยชน์ทั้งที่กระสุนหมดไปแล้ว  ยี่สิบครั้ง! สามสิบครั้ง!  จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกตัวว่าที่ตรงนั้นไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากซากศพที่ไร้ วิญญาณ

  ท่อเหล็กเก่าๆในมือเหมือนจะหนักอึ้งในทันที เมื่อเขาคิดถึงคำเตือนของเรียวโกะที่พร่ำบอกเขาหลายต่อหลายครั้ง ถึงตอนนี้เขาได้แต่หัวเราะให้กับตัวเองที่ไม่ยอมฟัง ความทรงจำที่แสนสำคัญในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาในชีวิตของโทโนะ โคจิ  ถูกทำลายลงไปแล้ว...

  เพลิงดำแห่งความสิ้นหวังเผาผลาญจิตใจของโคจิจนมอดไหม้ เลือดของโคจิเดือดพล่าน กลายเป็นความโกรธแค้น ความโกรธแ้ค้นที่มุ่งเป้าไปยังคนที่ทำให้เขาต้องพบกับความจริงที่น่าสะพรึง กลัว ต้นเหตุของเรื่องราวร้ายๆทั้งหมดที่ทำให้โลกของเขาพังทลายลง  

  โคจิที่ตกเป็นทาสของความแค้น รู้สึกได้ถึงเสียงหายใจของใครคนหนึ่งที่ลอบเข้ามาหาเขาทางด้านหลัง ท่อเหล็กในมือขวาของเขาฟาดไปยังที่นั่นทันทีโดยไม่ต้องรอถามว่าเป็นใคร

  ศัตรูคู่แค้นถอยหลบได้อย่างฉิวเฉียด เพราะไม่คิดว่าโคจิจะมีแรงสวนเขากลับได้ หลังจากเพิ่งเจอสถานการณ์แบบนั้น  

  โคจิที่ถือท่อเหล็กไว้ในมือ หันมาเผชิญหน้ากับศัตรู แสงไฟฉายบนพื้นส่องให้เห็นเงาของมันที่ทอดลงบนพื้น

  "ซากิซากะ  ฟุมิโนริ...

  

  "เมื่อกี้ เกือบตายเลยนะนั่น จะฆ่าชั้นจริงๆรึไง?"

  ฟุมิโนริพูดติดตลก ในมือของเขามีขวานเล่มใหญ่

  "ที่จริงแล้ว ชั้นนึกว่าแกจะลังเลกว่านี้ซะอีกนะ แย่จริงๆเลย"

  "แกนึกว่าชั้นจะลังเล ...ต่อหน้าแก งั้นเหรอ?"

   โคจิแสดงอารมณ์โกรธแค้นออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในทุกคำพูด

  "ทั้งที่แกฆ่าโอมิ  ที่แกทำอะไรกับโย  ทั้งหมดนี่แกยังคิดว่าชั้นจะลังเลอีกงั้นเหรอ"

  "นั่นมันคำพูดชั้นนะ โคจิ" ฟุมิโนริพูดเสียงต่ำ สายตามองไปยังก้อนเนื้อที่เพิ่งถูกโคจิฟาดจนไม่เหลือชิ้นดี

  "สิ่งที่แกทำกับโยของชั้น แกจะต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่านั้นสิบเท่า! เตรียมใจไว้ให้ดี" 

  สิ้นเสียงนั้น คมขวานใหญ่ในมือของฟุมิโนริก็แหวกความมืดเป็นเส้นโค้ง  แสงไฟฉายส่องกระทบใบขวานเป็นแสงวูบ โคจิยกท่อเหล็กขึ้นรับการโจมตีนั้นและผลักกลับไปได้อย่างไม่ลำบากนัก แต่ก็ทำเอาแขนชา

  ฟุมิโนริฟาดขวานใส่ฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งที่สอง และสาม อาวุธของเขาดูเหมือนจะได้เปรียบกว่าท่อเหล็กที่โคจิเก็บได้มากมายนัก ด้านโคจิใช้สองมือที่ถือท่อเหล็กกันไว้ได้ก็ลำบากแล้ว แทบจะไม่มีโอกาสตอบโต้

  คมขวานของฟุมิโนริพุ่งเข้าใส่โคจิอีกครั้ง  คราวนี้โคจิใช้แรงผลักกลับไปได้ก่อนที่ฟุมิโนริจะทันดึงขวานกลับ ทำให้ฟุมิโนริเสียหลักเซไปด้านหลังเล็กน้อย  โคจิไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาใช้จังหวะนี้เตะเข้าที่ต้นขาของฟุมิโนริ

  ฟุมิโนริสบถและถอยกลับไป ในมือยังคงเหวี่ยงขวานไปมาเพื่อไม่ให้โคจิโจมตีได้ 

  โคจิกลับยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ตามไปซ้ำ  เขาพอจะดูออกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่คุ้นเคยกับการต่อสู้แบบนี้  

  ฟุมิโนริบุกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เห็นได้ชัดว่าขาข้างที่โดนเตะ ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลง  โคจิแค่ใช้ท่อเหล็กกันไว้แล้วรอให้ฟุมิโนริหมดแรงไปเอง

 

 

  "ตาย! ตาย!" ฟุมิโนริตะโกนอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับเหวี่ยงอาวุธในมือไปมา  การต่อสู้นี้รู้ผลแล้ว โคจิพุ่งเข้าไปในจังหวะที่ฟุมิโนริกำลังยกขวานขึ้น และคว้าด้ามขวานไว้ด้วยมือซ้าย มือขวาที่ถือท่อเหล็กฟาดลงไปยังช่องว่างที่ฟุมิโนริเปิดไว้  กระดูกซี่โครงของฟุมิโนริหักเพราะการจู่โจมนั้น 

  ฟุมิโนริล้มลงกับพื้นในท่าคุกเข่า โคจิมองศีรษะของฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้อารมณ์ ก่อนที่จะหวดท่อเหล็กเป็นครั้งสุดท้าย 

  ขณะที่โคจิง้างท่อเหล็กขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างพันเข้าที่ขาซ้าย  โคจิที่อยู่ในอาการตกใจกว่าจะรู้ตัวก็ถูกดึงลงกับพื้น แต่เมื่อจะขยับมือขวาที่ถือท่อเหล็ก มือของเขากลับถูกแรงแบบเดียวกันยึดไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน  ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมเขาอีกครั้ง

  ฟุมิโนริที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ  พร้อมกับเรียกชื่อสิ่งนั้นว่า "ซายะ"

  ไม่ว่าโคจิจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ระยางค์ที่เข้าพัวพันร่างเขาเหมือนงูหยุดการเคลื่อนไหวเขาไว้หมดแล้ว

  โคจิเริ่มกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง  แค่จินตนาการถึงรูปร่างมันก็แทบทำให้เขาเสียสติแล้ว เสียงกรีดร้องของเขาหยุดลงในทันทีที่ระยางค์อันหนึ่งพันเข้าที่คอ เพื่อหวังดับลมหายใจของเหยื่อ  รัดแน่นขึ้นทุกทีๆ

                                                           ..............

   ฟุมิโนรินั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อน  ความเจ็บปวดจากแผลที่ถูกฟาดทำให้สติเขาเริ่มเลือนลาง ระหว่างที่ดูซายะจัดการกับเหยื่อ

   พวกเราชนะ   

   มันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่เราทั้งสองก็ผ่านมันมาได้ 

   ค่าตอบแทนของมันก็สาหัสพอควร  ซี่โครงของฟุมิโนริหักไปอย่างน้อยสองซี่ ความเจ็บปวดพุ่งตรงเข้าจู่โจมเขาทุกครั้งที่หายใจเข้าออก  ส่วนโย  เขาไม่คิดว่าเธอจะเสียทีให้กับโคจิง่ายๆแบบนี้   เธอคงไม่คุ้นเคยกับร่างกายใหม่ดีเหมือนซายะ

   อาการเจ็บปวดของฟุมิโนริเหมือนจะกระตุ้นให้ซายะจัดการเหยื่อด้วยวิธีที่เด็ดขาดและไร้ความปราณียิ่งกว่าครั้งใดๆ  ทันทีที่โคจิหยุดเคลื่อนไหว  คมเขี้ยวของซายะก็ฝังลงไปตามอวัยวะสำคัญและดับชีวิตที่เหลืออยู่ของมันในทันที   การกระทำที่โหดร้ายและป่าเถื่อนช่างขัดกับรูปลักษณ์ของเธอเหลือเกิน  ใบหน้าของซายะตอนนี้ชโลมไปด้วยเลือดสดๆราวกับราชินีแห่งสัตว์ร้ายกำลังฉลองชัยชนะบนซากศพของศัตรู

  ฟุมิโนริไม่รู้ว่าเขาเฝ้าดูซายะอยู่ในสภาพนั้นนานเท่าใด แต่ที่แน่ๆ อาการเจ็บปวดที่เขาได้รับทำให้เขาเกือบหมดสติหลายต่อหลายครั้ง  ถึงแม้ว่าจะไม่สาหัสเท่าตอนที่เขาถูกรถชน แต่ความเจ็บปวดจากกระดูกซี่โครงที่หักนี้ก็เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสขณะยังรู้สึกตัว

  ฟุมิโนริไม่รู้ว่าซายะจะรีบจัดการกับศพโคจิไปทำไม ในเมื่อเขายังนั่งทรมานอยู่ตรงนี้

 

  ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาเห็นซายะหยุดกิน และหงายหลังลงไปนอนกับพื้น กลิ้งไปกลิ้งมา   ซายะกินมากไปแล้วรึเปล่า เขาพอจะเข้าใจว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ได้กินเนื้อสดๆที่ไม่แช่แข็ง แต่เขายังนั่งทรมานอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ทำไม ซายะไม่ ----

  ฟุมิโนริที่หน้ามืดตามัวด้วยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง รู้สึกตัวช้าไปว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ

  ซายะไม่ได้นอนกลิ้งไปกลิ้งมา

  ร่างเล็กๆของเธอกำลังสั่นเทิ้ม  ....ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส 

  "ซายะ!!"

  ความเจ็บปวดของฟุมิโนริจางหายไปทันทีเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปรากฎอยู่ต่อหน้า  ฟุมิโนริลุกขึ้นวิ่งเข้าไปประคองซายะที่นอนขดตัวอยู่อย่างทุกข์ทรมานไว้ในอ้อมแขน

  สีหน้าของเด็กสาวซีดเผือด เหงื่อโทรมกาย เปลือกตาและริมฝีปากสั่นระริกเหมือนกับคนเป็นไข้

  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

  ซายะบาดเจ็บขณะสู้โดยที่เขาไม่ทันสังเกตงั้นหรือ? เนื้อที่เธอกินเข้าไปมีพิษงั้นหรือ?

  ฟุมิโนริไม่เข้าใจอะไรเลย สิ่งเดียวที่เขารู้ตอนนี้คือความกลัวกำลังเข้าครอบงำเขาอย่างรวดเร็ว 

  "ซายะ!!!  ซายะ!!!"

  ฟุมิโนริทำได้แค่ร้องเรียกชื่อเธอซ้ำๆ  ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

  ซายะค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และมองหน้าของฟุมิโนริที่กำลังหวาดกลัวด้วยแววตาว่างเปล่า

   "ขอโทษนะ  ฟุมิโนริ.... ชั้น...ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง  ...แค่รู้สึก ....เจ็บนิดหน่อย" 

   "ทำไม..  ทำไมกัน!!  ซายะ   อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ!!!"

 


 

  ในสภาพแบบนี้ จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเธอสบายดี  

    แต่ถึงกระนั้น ก็ดูเหมือนแต่จะมีฟุมิโนริคนเดียวที่ตื่นตกใจกับเรื่องนี้  ซายะเองไม่ได้แสดงทีท่าอะไรแบบนั้นเลย เหมือนกับว่าเธอรู้ทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ  

    รอยยิ้มอันอ่อนโยนของซายะเหมือนจะปลอบเขาว่าอย่าได้ตกใจไปเลย

   "ชั้นเองก็ไม่อยากจะเชื่อ .... ไม่คิดจะเชื่อ  ....ว่าเวลานั้น  จะมาถึงเร็วขนาดนี้" 

    ฟุมิโนริรู้สึกสิ้นหวัง....

    เขาอาจต้องสูญเสียซายะ ผลลัพธ์อันเลวร้ายที่สุดอย่างเดียวที่เขาไม่เคยจินตนาการถึง 

   "อย่ากลัวไปเลย ฟุมิโนริ...  ยังจำที่ชั้นบอกเมื่อตอนบ่ายได้ไม่ใช่เหรอ  นี่ล่ะ... สัญญาณ...  ความหวังเดียว  ของพวกเรา...  ยังไงล่ะ"

   "พูดอะไรน่ะซายะ! ชั้นไม่เข้าใจเลย ทำใจดีๆไว้นะ ซายะ!!!" 

   ซายะตอบคำถามที่เต็มไปด้วยน้ำตานั้นด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น

 

    เพราะเธอคือคนแรก

      ที่บอกว่าดอกไม้นั้นงดงาม 

          และเป็นคนเดียว

             ที่มอบความรักให้กับดอกไม้ที่โดดเดี่ยวในทะเลทรายแห่งนี้

 

    "ไม่ต้องห่วงนะ ฟุมิโนริ  ซายะ   ตัดสินใจแล้ว   ว่าจะ  ทำให้ดีที่สุด..."

    "พอเถอะ!!! ซายะ!!!" 

    ฟุมิโนริตะโกนทั้งน้ำตา เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

  "พอทีเถอะ!  อย่าฝืนตัวเองอีกเลย ชั้นไม่รู้ว่าเธอพยายามจะทำอะไร แต่ชั้นทนดูเธอทรมานแบบนี้ต่อไปไม่ได้"  

   "อย่าพูด ...แบบนั้นเลย"

   เด็กสาวเอ่ยถ้อยคำที่ขาดช่วงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

   "เข้าใจชั้นด้วยเถอะ... นะ  ฟุมิโนริ"

 

   "ใกล้จะถึงเวลา..  .. แล้วล่ะ  ลูกของ...พวกเรา"

       คำพูดนั้น ทำเอาฟุมิโนริอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง

   "ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ซายะ"

   "ชั้น...  ก็... แปลกใจ   อยู่เหมือนกัน"

   ลมหายใจของเด็กสาวบอกได้ดีว่าร่างเล็กๆของเธอนั้นกำลังประสบกับความทุกข์ทรมานขนาดไหน แต่ถึงกระนั้น แขนทั้งสองของเธอก็โอบกอดคอของฟุมิโนริไว้แน่น       

   "พาชั้น... ออกไปข้างนอกที  ที่โล่ง... ที่มองเห็นท้องฟ้า  "

   ฟุมิโนริพยักหน้า  ตอนนี้เขาจะทำอะไรได้อีก  ถ้าเกิดพูดออกไป ก็กลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมาไม่หยุด 

   เขาจะต้องไม่ร้องไห้ ในขณะที่ซายะยังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดนี้อย่างกล้าหาญ

   ฟุมิโนริอุ้มเธอออกมาจากสถานพยาบาล พร้อมกับภาวนาให้เธอปลอดภัย  อากาศหนาวเย็นข้างนอกอาจช่วยให้ไข้ของเธอลดได้บ้าง --  แต่ไม่เลย  ลมหายใจของซายะยิ่งแผ่วลงกว่าเดิม  เสียงครวญครางอย่างแผ่วเบาเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดจาง

   "เราอยู่ข้างนอกแล้วนะ  ซายะ"

   ซายะลืมตาขึ้น ตอบรับเสียงเรียกของเขาอีกครั้ง

   ดวงตาที่พร่ามัวของเธอ ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก  แต่ในแววตานั้นยังคงจ้องมองมาที่ฟุมิโนริ ราวกับกำลังจินตนาการว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้าแบบไหน

   "ตาม...สัญญาจ๊ะ  ของขวัญสุดท้าย ...จากชั้น"

   "อื้ม"

   "หวังว่า... ฟุมิโนริคงชอบมันนะ"

   "ชั้นต้องดีใจอยู่แล้วล่ะ"

    ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะร้องไห้ แต่เสียงที่พูดให้ซายะได้ยินนั้น เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุข  เพื่อที่เธอจะได้จินตนาการถึงใบหน้าเขาเวลาที่ยิ้มแย้ม  แทนที่จะเป็นใบหน้าที่โศกเศร้า และเต็มไปด้วยน้ำตา

   "ฟุมิโนริ...  ที่ชั้นรักที่สุด   ดาวดวงนี้...  ชั้นขอมอบ...  ให้เธอ" 

    เสียงกระซิบอันแผ่วเบาและขาดช่วงจากซายะ เปี่ยมไปด้วยความสุข

    หลังของเธอเริ่มปริออก

     "ดาว... ดวงนี้  จะต้องเป็นที่ๆ.. สวยงาม ได้... อย่างแน่นอน"

    ถ้อยคำที่ส่งผ่านมา ราวกับคำอธิษฐานต่อโลกใบนี้  

 "โลกของเรา ..เพียงสองคน "

    ซายะ...กำลังผลิบาน  ไม่มีคำใดอีกที่เขาจะใช้อธิบายสิ่งที่เห็นอยู่นี้  กลีบดอกไม้สีขาวเรียวยาว แผ่ออกจากหลังของเธอราวกับปีกของผีเสื้อ  แสงเรืองรองจากแต่ละกลีบมาจากละอองเล็กๆนับไม่ถ้วนที่ปกคลุมอยู่เหมือนอนุภาคแสงสีขาว

"นี่คือการลาจาก  งั้นสินะ"

    ฟุมิโนริเอ่ยถามเธอ ขณะสะกดความเศร้าไว้ไม่ให้ออกมาในน้ำเสียง

    "ผิดแล้วล่ะ.. มันเพิ่งจะเริ่มต้นตะหาก"

    น้ำเสียงของซายะตอนนี้ไม่ได้ฟังดูทุกข์ทรมานอีกแล้ว

" ... โลกของชั้น ...และฟุมิโนริ"

 

    ละอองมากมายถูกพัดพาขึ้นไปสู่ท้องฟ้ายามฤดูหนาว ก่อกำเนิดเป็นแสงพร่างพราวราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า

    ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่างเจ็บปวดที่สุด

    ดั่งบทเพลงที่ขับกล่อมต้อนรับการมาถึงของโลกใหม่ ... และการสูญสิ้นไปของโลกเก่า

    เหล่าเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ส่องประกาย ที่ร่วมขับร้องบทเพลงแห่งชัยชนะและอิสรภาพ ถูกปลดปล่อยลงสู่ผืนดินรกร้างว่างเปล่า  เพื่อรักษาโลกที่บิดเบี้ยว 

    "จากนี้ เราก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไปแล้วสินะ"

    ฟุมิโนริกอดร่างของซายะที่ค่อยๆหดเล็กลง เฝ้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยประกายแสง และปล่อยน้ำตาให้ถูกพัดพาไปกับสายลมหนาวของยามค่ำคืน  

    ...ขอบคุณมาก  ซายะ

    ...สำหรับของขวัญชิ้นสุดท้าย

----------------------------------------------------------------------------------

 

    ก่อนนี้ เรียวโกะเคยเป็นห่วงว่าเสบียงในห้องใต้ดินจะพอกินได้นานสักเท่าไหร่  แต่ตอนนี้ไม่แล้ว 

    เธอห่วงเหล้ามากกว่า

    ถ้ารู้แบบนี้ ซัดให้เต็มที่ทุกวันก็ดี

   

    หลังจากเรียวโกะขับอารมณ์ไร้สาระอย่าง ความหวัง และความสิ้นหวังออกไปได้แล้ว เธอก็ค้นพบว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตแบบสบายๆไปวันๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาหลายปี   และงานวิจัยของศาสตราจารย์โอไกนั้นก็ช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริงๆ 

    ...มหัศจรรย์ขนาดที่โลกคงไม่มีเหตุผลจะปฎิเสธมันได้อีก

    เรียวโกะที่นั่งฆ่าเวลาอยู่ในบ้านพักของโอไกแต่เพียงผู้เดียว จัดเรียงเอกสารของโอไกให้อยู่ในสภาพที่อ่านรู้เรื่องได้อีกครั้ง และเรียบเรียงมันขึ้นใหม่ด้วยลายมือของเธอ

    เธอไม่คิดว่าจะมีผู้ใดได้อ่านมันอีก  แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอกำลังทำนั้นมันไร้ความหมายเพียงใด

    ในเมื่อเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของเธอหายไปแล้ว สิ่งที่พอจะช่วยบรรเทาลงได้ก็มีแต่การทุ่มเทแรงกายทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

    และในตอนนี้ เมื่อว็อดก้าหยดสุดท้ายหมดลง รายงานของโอไกฉบับเรียบเรียงใหม่ ก็อยู่ตรงหน้าเธอเรียบร้อยแล้ว

    เรียวโกะเปิดอ่านผลงานที่เพิ่งสำเร็จด้วยความพึงพอใจ

 

    ข้าพเจ้าขอสรุปทฤษฎีที่ข้าพเจ้าตั้งขึ้น ดังต่อไปนี้

     รูปแบบชีวิตที่ข้าพเจ้าเรียกว่าซายะนั้น ไม่ได้ปรากฎขึ้นในจักรวาลของเราด้วยความบังเอิญ และไม่ได้มาจากการเรียกมาของข้าพเจ้าแต่อย่างใด   แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณของเธอถูกกำหนดมาให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก

     เธอถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด นั่นคือการขยายเผ่าพันธุ์

     ซายะและเผ่าพันธุ์ของเธอ  ขยายเผ่าพันธุ์ด้วยการแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ไปยังมิติอื่นๆ

     แล้วความน่าจะเป็นที่พวกเธอจะค้นพบประตูที่นำพาไปสู่ดาวเคราะห์อื่นนั้นมีอยู่เท่าไหร่กัน?

     คำตอบก็คือ ถึงพวกเธอจะทำแบบนั้นได้ แต่โอกาสที่ว่า ดาวเคราะห์นั้นจะเป็นที่ๆเหมาะสม กลับน้อยยิ่งกว่าเสียอีก  ดังนั้น เพื่อที่จะสร้างความเป็นไปได้ที่ว่านี้ วิวัฒนาการก็ได้มอบสิ่งหนึ่งให้กับพวกเธอ  ดังที่ข้าพเจ้าได้เห็นจากซายะด้วยตาตนเอง  สิ่งนั้น คือความสามารถในการเข้าควบคุมสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่พวกเธอพบเจอ และขึ้นสู่จุดสูงสุดของระบบนิเวศน์ดาวเคราะห์แทนเสียเอง 

     เมื่อพวกเธอได้พบสิ่งมีชีวิตที่ทรงอำนาจที่สุดในดาวเคราะห์และเข้ายึดครองได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตนั้นให้เหมือนกับพวกเธอด้วยการเรียบเรียงรหัสพันธุกรรมเสียใหม่

     ซึ่งซายะนั้นสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้โดยไม่ยากเย็นเลย

     แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าสิ่งมีชีวิตเป้าหมายจะวิวัฒน์ไปสู่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเสียแล้ว ในกรณีนั้นความสามารถนี้ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเข้าควบคุมดาวเคราะห์  ซายะและเผ่าพันธุ์ของเธอ จะช่วงชิงทั้งวัฒนธรรมและระบบความคิด ความสามารถในการเรียนรู้และความอยากรู้ที่สูงผิดวิสัยของพวกเธอ เป็นเพียงอุปกรณ์มาตรฐานที่ช่วยให้พวกเธอรับเอาความรู้และวิทยาการของดาวเคราะห์นั้นเอาไว้ได้ทั้งหมดตามสัญชาตญาณ

    อันที่จริงแล้ว เป้าหมายของพวกเธออาจเจาะจงแค่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาตั้งแต่แรก

    พวกเธอเฝ้ารออยู่ในห้วงอวกาศ รอให้เผ่าพันธุ์อื่นที่โง่เขลา และกระหายวิทยาการต่างพิภพเป็นฝ่ายเข้ามาหาเสียเอง  จากนั้นจึงสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาด้วยการติดต่อกลับไป  ช่างเป็นวิธีการที่ง่ายกว่าส่งพวกตัวเองกระจายไปตามมิติต่างๆมากมายนัก 

    ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่นี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในดาวเคราะห์อื่นสักเท่าไรแล้ว ที่หลงยินดีไปกับการค้นพบ "พี่น้องของซายะ" เช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าในตอนแรก

   

    เรียวโกะที่จู่ๆเกิดอยากจะออกไปข้างนอกขึ้นมา คว้าเอกสารทั้งหมดที่เธอกำลังอ่าน ออกจากบ้านพักของโอไก เธอก้าวขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านพัก และขับขึ้นไปที่จุดชมวิวบนภูเขา 

    เมื่อวันแรกๆของการเปลี่ยนแปลง เธอมักจะมาเฝ้าดูเมืองที่ค่อยๆกลายสภาพไปเป็นอย่างอื่นจากที่ตรงนี้

    " ข้อผิดพลาดหนึ่งในทฤษฎีของข้าพเจ้านั้น มาจากตัวของซายะเอง  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้มอบความรู้ทั้งหมดที่มนุษยชาติครอบครองอยู่ให้แล้ว เธอน่าจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการรุกราน แต่เธอกลับไม่ทำ ทำไม?

       ข้าพเจ้าตั้งสมมติฐานว่า ซายะคงเป็นตัวตนที่แปลกออกไป แม้แต่ในเผ่าพันธุ์ของเธอ

       ว่ากันว่า ความรู้ของมนุษย์นั้นเอาชนะได้แม้กระทั่งสัญชาตญาณดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิต  บางทีซายะเองที่รับเอาระบบความคิดแบบเดียวกับมนุษย์มาก็คงเป็นเช่นเดียวกัน  ปรัชญาความคิดหลายอย่างของมนุษย์ที่ขัดแย้งกับสัญชาตญาณดั้งเดิม อาจจะทำให้สัญชาตญาณของเธอลดน้อยถอยลงไปด้วย"

    " ความรักนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร? จะมีพฤติกรรมอื่นใดอีกที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินเผ่าพันธุ์ได้มากกว่านี้?

      ข้าพเจ้ามานึกได้ว่า ท้ายที่สุด ก่อนที่เธอจะเลิกศึกษาเรื่องราวต่างๆจากหนังสือ ซายะพยายามทำความเข้าใจกับนิยายรักของมนุษย์ทั้งใหม่และเก่าจากทั่วทุกมุมโลกเท่าที่จะหามาได้  เธอพยายามจะทำความเข้าใจกับมันในฐานะสิ่งที่ขาดไม่ได้ในกรรมวิธีสืบสายพันธุ์ของมนุษย์  มากเสียจนเธออยากจะใช้วิธีสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศไปให้รู้แล้วรู้รอด  และในที่สุด เธอก็ยังไม่รู้จัก 'ความรัก' "

    "เธอมายังดาวดวงนี้เพื่อแทนที่มนุษยชาติ และศึกษามนุษย์เพื่อเติมเต็มจุดประสงค์นั้น แต่ในที่สุดแล้วเธอไม่อาจแบ่งปันความรักกับมนุษย์ได้  ถ้าปราศจากความรักแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดอีกที่เธอจะแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ของเธอในดาวดวงนี้

      หลังจากได้ศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษยชาติจนหมดสิ้น  กลับกลายเป็นว่า ตัวเธอเองที่ต้องกลายเป็นมนุษย์อย่างไม่มีทางหวนกลับ  ความอ้างว้างเข้าเกาะกินจิตใจเธอ และแปรเปลี่ยนไปเป็นความสิ้นหวัง 

      จากความว่างเปล่า กลับกลายเป็นจิตวิญญาณของเด็กสาวที่บริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้... "

   "ถ้าทฤษฎีบทนี้ถูกต้อง ข้าพเจ้าเองก็ถือว่าล้มเหลวในฐานะครู" 

   

   ซายะ...  ถัดจากโอไกแล้ว คนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือเรียวโกะ 

   ไม่สิ  ถ้านับฟุมิโนริ เด็กหนุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้เธอคงเป็นลำดับที่สาม

   ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ไม่ได้พบกับซายะเลยสักครั้ง

      ถ้าทฤษฎีของโอไกถูกต้อง  ฟุมิโนริก็คือสาเหตุที่ทำให้ซายะอยากครอบครองโลกนี้อีกครั้ง 

   ในฐานะที่เธอเป็นแพทย์ประจำตัวของฟุมิโนริ และอาจเป็นคนที่ชักนำให้เขาและเธอมาพบกัน อย่างน้อยเธอก็น่าจะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานแต่งงานที่จะจบทุกงานแต่งงานของทั้งสอง

   ถ้าเธอเป็นผู้ชายล่ะก็ จะเก็บค่าพ่อสื่อให้คุ้มเลย

  

   "ข้าพเจ้ามีความฝันว่า สักวันหนึ่ง ลูกสาวของข้าพเจ้าจะได้รู้จักกับรักแท้ 

     ข้าพเจ้าภาวนาอยู่เสมอว่า วันที่หัวใจของเธอจะกลับมารุ่มร้อน และโลกของเธอจะกลับมาสดใสอีกครั้ง คงจะมาถึงในไม่ช้า

     และเมื่อวันนั้นมาถึง เผ่าพันธุ์ของซายะ และจุดประสงค์ดั้งเดิมของเธอก็จะเข้ากลืนกินพวกเรา ลูกหลานของเธอจะถือกำเนิด  โลกทั้งโลกจะรับรู้ถึงความรักของเธอ และเกิดใหม่อีกครั้ง

     ช่างเป็นอนาคตที่รุ่งโรจน์จริงๆ

     น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าคงไม่มีชีวิตอยู่ได้เห็นวันนั้น ข้าพเจ้าคงต้องจบชีวิตตัวเองลงเสียก่อน เพราะเสียงฝีเท้าของผู้จ้องจะเปิดโปงความฝันของข้าพเจ้า ใกล้เข้ามาทุกที

     ถ้าข้าพเจ้าปิดปากตัวเองด้วยความตาย มือของเจ้าพวกนั้นก็จะเอื้อมไปไม่ถึงเธอ

     อภัยให้พ่อด้วย ซายะ ที่ปล่อยให้เจ้าต้องโดดเดี่ยว

     ด้วยความรู้ที่เจ้ามี พ่อรู้ว่ามันจะต้องช่วยบอกทางให้ได้ 

     ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ พ่อรู้ว่ามันจะเป็นแสงสว่างบนทางที่เจ้าเลือกเดินได้

     อย่าได้กลัว หรือสงสัย  จงก้าวไปข้างหน้า จนกว่าจะพบคำตอบที่เจ้าตามหา"

 

    อาจเพราะบรรยากาศที่ห่างไกลจากตัวเมืองบนภูเขา ร่างของเรียวโกะจึงยังไม่เปลี่ยนไปเหมือนกับพวกสิ่งมีชีวิตที่คืบคลานอยู่ในเมือง  เรียวโกะไม่รู้ว่ายังเหลือมนุษย์บนดาวดวงนี้อีกสักกี่คน ที่เรียกได้ว่ามนุษย์จริงๆ  แต่บอกได้แค่ว่า เธอนั้นเป็นคนหนึ่งในจำนวนเพียงหยิบมือที่เหลืออยู่ ที่คอยเฝ้าดูจุดจบของมนุษยชาติ

    อีกไม่นาน เธอก็คงกลายเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

    __________________________________________________________________________

                                                                                                                          3rd and final ed  fin.

 

กดเพื่อโหลด mp3

 __________________________________________________________________________

                      ขอบคุณทุกเสียงทวง(?) และทุกเสียงที่ติดตามอ่าน(?) มาจนถึงตอนสุดท้ายครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตามจนจบ สนุกมากเลย confused smile confused smile

#1 By minnicon on 2009-07-12 23:49

ขอบคุณมากฮะ
อ่านครบทุก entry เลยครับ sad smile

ชอบ ending นี้มากมาย

#2 By zkizzikz on 2009-07-19 01:06

จบได้เศร้าจำใจมาก
อ่านจบหมดแล้ว ถึงกับเล่นเอาคลื่นไส้จนถึงกับต้องไปแอบงีบเลยเพคะ - -* (อ่านตั้งแต่หัวค่ำ)

ประมาณว่าหยุดอ่านไม่ได้ เนี๊ยะ~5 5+

ส่วนตัวชอบฉากจบนี้มากที่สุดเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นฉากจบที่สมบูรณ์ที่สุด

สุดท้ายขอขอบคุณเจ้าของ Blog สำหรับ Review แปลและเรียบเรียงมาให้อ่านกันมากๆค่า!

#4 By `•NoraNeko•` on 2009-07-20 00:04

จุดจบสุดท้ายก็ไม่มีใครได้มีความสุข

ทั้งสองถึงจะรักกันแค่ไหน

ก็ต้องจากกันอยู่ดี ความรักนั้น

มันเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจได้

สักวัน คนเราทั้งสองก็ต้องจากกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง

สุดท้ายนี้ขอบอกว่า อ่านนานมากๆๆเลยง่า

อ่านตั้งแต่ เกือบ2ทุ่ม ถึงเกือบตี1เหอ ๆ
ประมาณ5ชั่วโมงได้อะquestion

สรุปนะครับ
ฉากจบแรกผมว่า คนที่น่าสงสารสุดคือ ซายะ
ฉากจบที่สอง โคจิ น่าสงสารมากcry
ฉากสุดท้าย ฟุมิโนริangry smile

#5 By ^-^ja155^-^ on 2009-07-24 00:49

อ่านจนจบ หนุกสุดๆcry สุดท้ายก็ต้องจากกันสินะ

แล้วเมล็ดพันธุ์ต่อไปก็จะกลายเป็นลูกหลานซายะ ลัลล้าไปทั่วโลกมนุษย์สินะ
ฉากจบนี้สมบูรณ์สุดแล้ว>w<b+

#6 By AkiRa on 2009-09-01 23:01

รุ้สึกว่าจบแบบนี้น่ากลัวกว่าทุกแบบแหะ =-=

อ่านหลายรอบเลยกว่าจะเข้าใจ มึนๆเหมือนกัน

ไม่อยากให้ซายะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างด๊าวเลยอะ

#7 By kanalove on 2009-10-16 16:09

อ่านจบหมดรวดเดียว นี่มันเจ๋งชะมัดเลยค่ะ
สนุกมาก (แต่ไม่กล้าไปเล่นเกมแฮะ)ขอบคุณสำหรับทุกๆ เอนทรี่นะคะ

#8 By อีฟ on 2009-10-28 01:17