[Ar=ciel Ar=Dor] Afezeria HARVESTASYA (ภาคต้น)

posted on 22 Jun 2012 23:51 by bekung  in other
 
ขอทุกคนจงกู่ร้อง บทเพลงแห่งการฟื้นคืน
  บทเพลงของพวกเรา อันทรงไว้ซึ่งพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้
  จะชุบชีวิตดวงดาวแห่งความหวัง จะระบายฝันบนฟากฟ้าราตรี
  แล้วหัวใจทุกดวงที่ได้จดจำเรื่องราวเหล่านั้น ท้ายที่สุดจะประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

  Hymmers - เจตจำนงแห่งห้วงคำนึง



  นี่คือเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาของหมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางขุนเขา
  ภาพอาณาบริเวณสีเขียวขจี มีหมู่ไม้ใบหญ้าขึ้นปรกรกครื้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่นนี้  ท้องฟ้าอันปลอดโปร่ง อากาศที่แจ่มใสก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี
  และในวันนี้  เทวสถานเล็กๆที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
  ที่จริงต้องบอกว่า ผู้คนทั้งหมู่บ้านเล็กๆนั่น ได้มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ น่าจะเหมาะสมกว่า
  นั่นก็เพราะ หมู่บ้านนี้กำลังจะมีงานพิธีการที่เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต

  ใช่แล้ว นั่นก็คืองานมงคลสมรสนั่นเอง

  วันนี้เป็นวันที่ร่างทรงผู้พิทักษ์เทวสถาน ฮาร์เวสตาชา  และบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้าน มิว จะได้ให้สัตย์สาบานว่าจะมอบความรักให้แก่กันไปจวบจนสิ้นชีวี มิวนั้นได้ถูกหมั้นหมายกับ ซาลพาโท บุตรสาวของตระกูลผู้ดีจากเมืองข้างเคียงมาก่อน  แต่นั่นไม่อาจเอาชนะความรู้สึกที่เขามีต่อฮาร์เวสตาชาได้ มิวจึงได้เลือกที่จะปฎิเสธหญิงสาวผู้นั้นไป
   และแล้ววันนี้ วันที่ควรจะเปรียบเหมือนก้าวแรกอันยิ่งใหญ่สู่ชีวิตคู่ของทั้งสองคนก็มาถึง

  เหล่าผู้คนทั้งหลายต่างก็อดปลาบปลื้มใจไปไม่ได้ ในงานพิธีเฉลิมฉลองมงคลสมรสระหว่างบุตรของหัวหน้าหมู่บ้านและมิโกะแห่งเทวสถานแห่งนี้ เพราะไม่เคยมีพิธีสมรสครั้งใดที่จะงดงามอลังการและทรงความศักดิ์สิทธิ์เท่าเทียมกับครั้งนี้มาก่อน ไม่มีใครเลยที่จะไม่ร่วมยินดีไปกับทั้งคู่เมื่อได้รับฟังเรื่องราวอาการป่วยของมิวและความเด็ดเดี่ยวของฮาร์เวสตาชาผู้ออกเดินทางสู่"คีรีขับขาน" ซึ่งกลายไปเป็นบทเพลงที่ซาบซึ้งตรึงใจ

  แล้วงานพิธีก็ได้เปิดม่านขึ้นท่ามกลางสายตาของชาวหมู่บ้านมากมายผู้ร่วมเป็นประจักษ์พยาน ด้วยการปรากฎกายของมิวผู้เป็นบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านจากฝั่งซ้ายของลานพิธีแห่งเทวสถาน จากนั้นชายหนุ่มจึงได้เรียกหาผู้ที่อยู่อีกฝั่งของลานพิธีด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังแข็งกล้าแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
  「hyear! Was yea ra presia pitod enerel mea?」
  (นี่! ผู้ใดกันที่ยินดีจะร่วมทางชีวิตกับเราเสมอไป?) 
  และแล้วเสียงจากฝั่งขวาของลานพิธีที่ราวกับจะตอบรับประโยคนั้นจึงได้ดังขึ้น
  「Mea! Was paks ra firle wael, forgandal pak yehah eterne pitod yor.」
  (ฉันเอง! พอได้คิดว่าจากนี้ไปเราจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไปแล้ว แม้ว่าจะยังรู้สึกเขินอยู่บ้างแต่ก็ดีใจจริงๆ)
  ระหว่างที่ถ้อยเสียงนั้นยังไม่ทันจบลง ฮาร์เวสตาชาก็ปรากฎกายในชุดพิธีการที่ยาวกว่าความสูงตนถึงราวสามช่วงตัว พร้อมด้วยมงกุฎและสร้อยคอที่ดูสมถะแต่สวยสง่าสมฐานะ
  ทั้งสองค่อยๆเดินมาบรรจบกันที่ตรงกลางลานพิธีท่ามกลางเสียงปรบมือ
 
   ในงานพิธีการครั้งนี้ ยังได้มีการเชิญมิโกะในชุดสีขาวจากเมืองข้างเคียงเพื่อมาให้คำอวยพรแก่คู่บ่าวสาวอีกด้วย มิโกะผู้ดำเนินพิธีผู้ถูกเชิญมาเองก็ทำหน้าที่ของตนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เธอค่อยๆนำทั้งคู่กล่าวคำสัตย์สาบานต่อทวยเทพไปทีละขั้น
   จนมาถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นคำสัตย์สาบานเพื่อรับพระพรต่อหน้าเทพธิดาผู้มีนามว่า"ดาเทนโค"(堕天后 ราชินีตกสวรรค์) ความรักของทั้งคู่จะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อได้แลกจุมพิตกันต่อหน้าเทพธิดาแห่งความรักองค์นี้
  
   ทว่าในตอนนั้น  เพียบชั่ววูบเดียวเท่านั้น สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็ได้บังเกิดขึ้น
   มิโกะผู้นั้นได้ผลักร่างของฮาร์เวสตาชาออกไป จนหญิงสาวล้มลงไปนอนกับพื้น
   ในขณะเดียวกันก็คว้าตัวมิวเข้าไว้ในอ้อมแขน แล้วลอยเหินขึ้นสู่ยอดของเทวสถานอย่างง่ายดาย

    ขนนกสีดำจำนวนมหาศาลปลิวว่อนอยู่ในอากาศ บดบังท้องฟ้าที่เคยสดใสให้มืดมิดลงในพริบตา
    ฮาร์เวสตาชาที่ลุกขึ้นจากพื้น แผดเสียงใส่มิโกะที่ตอนนี้กลายเป็นตัวตนผู้มีปีกสีดำว่า
    "คืนมิวมานะ!!"
    มิวนั้นถูกทำให้หลับไปด้วยอำนาจของอะไรบางอย่าง จึงไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆได้เลย
    มิโกะในชุดขาวขยับริมฝีปากอย่างแผ่วเบาและเงียบงัน แต่กลับเกิดเป็นเสียงกระซิบที่ฮาร์เวสตาชาได้ยินอย่างชัดเจน
    "ฟังให้ดี เจ้าแมวขโมยตัวน้อย เจ้าทำข้าเสียแผน แถมยังคว้าหัวใจเจ้าหนุ่มคนนี้ไปได้ แต่นึกหรือว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าเรียกว่า"ความรัก"จริงๆ?
     ฮึฮึฮึ... แต่ถ้าหากความรักที่เจ้าว่าเป็นของจริงล่ะก็  ลองมาชิงตัวมิวกลับไปจากข้าอีกสักครั้งดูสิ"
     ทันทีที่พูดจบ เธอก็กระพือปีกสีดำขนาดยักษ์บินหายลับไปทางท้องฟ้าฝั่งตะวันออกพร้อมกับมิว
     ทิ้งไว้เพียงชาวหมู่บ้านที่กำลังสับสนอลหม่าน และฮาร์เวสตาชาที่หัวใจหลุดลอย

     คืนนั้นหญิงสาวได้แต่ร้องไห้อยู่เคียงข้างแม่ของเธอ ยามเมื่อได้ยินเรื่องราว
     ณ สถานที่ที่ตั้งอยู่สุดเขตตะวันออกของหมู่บ้าน ไกลออกไปอีกทางทิศตะวันออกนั้น ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยนอกจากเทวสถานที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าเทพผู้มีปีกสีดำ
     จุดหมายปลายทางของหญิงสาวย่อมเป็นที่นั่นไม่ผิดแน่

     และแล้วฮาร์เวสตาชาจึงได้ตัดสินใจ ว่าจะออกเดินทางเพื่อช่วยมิวอีกครั้ง
    
     หญิงสาวเดินทางออกจากหมู่บ้านในยามที่แสงดาวสีน้ำเงินทอประกาย(ยามเช้าตรู่) เหล่าชาวบ้านทั้งหลายต่างก็ออกมายืนส่งเธอด้วยความห่วงใย
     การเดินทางสู่ฝั่งตะวันออกนั้น ดูจะหนักหนาสาหัสกว่าคราวที่เธอมุ่งสู่ฝั่งตะวันตกมากมายนัก

     ฝั่งตะวันออกที่ไร้ผู้คน ไม่มีแม้ทางสัญจร เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและสภาพอากาศอันเลวร้าย
     ในวันเดียว เธอต้องเดินทางผ่านหน้าผาสูงชัน ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นในยามกลางคืน และบางเวลาก็ต้องใช้พลังแห่งบทเพลงคุ้มครองกาย การเดินทางอันยากลำบากดำเนินไปจนกระทั่งหญิงสาวดั้นด้นมาจนถึงทุ่งหญ้าเล็กๆสุดขอบแผ่นดินทางตะวันออก
     ไกลออกไปจากขอบผาเบื้องล่าง ท่ามกลางทะเลหมอกที่อยู่ตรงหน้า เทวสถานที่เธอตามหาตั้งอยู่ที่นั่น
      กลุ่มเมฆดำทะมึนปกคลุมอยู่เหนือเทวสถาน บางครั้งฟาดสายฟ้าสะเทือนลงมาถึงแผ่นดินเบื้องล่าง สายลมที่กรรโชกผ่านทุ่งหญ้ายิ่งทำให้ใจของหญิงสาวกระวนกระวาย

     ฮาร์เวสตาชาค่อยกลั้นใจไปต่อจนถึงเทวสถาน

     ภาพที่เธอได้เห็นคือมิวและหญิงสาวอ่อนวัยอีกคนหันหน้าเข้าหากันภายในเทวสถานร้าง
     หญิงสาวผู้นั้นหัวเราะคิกคักเมื่อสังเกตเห็นฮาร์เวสตาชา
     "ที่นี่คือเทวสถานแห่งดาเท็นโค และต่อจากนี้ไปข้าและมิวกำลังจะผูกสัมพันธ์รักอันหวานชื่นกันในเทวสถานของเทพธิดาแห่งความรักนี่
       ฟังให้ดีล่ะ เจ้าแมวขโมยตัวน้อย ชายคนนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าด้วยคำสาปแห่งรักเรียบร้อยแล้ว
       แต่ว่านะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พวกเรามาเล่นกันสักหน่อยไหม
        ถ้าหากพลังแห่งรักของเจ้าเหนือกว่าคำสาปแห่งรักของข้าล่ะก็ แค่วิชาแบบนี้ เจ้าคงจะมองออกสบายๆสินะ" 
  
      ทันใดนั้น ก็บังเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น เทวสถานพังทลายลง เศษซากปรักหักพังของเสาค้ำยันและภาพวาดบนผนังปลิวกระจายทั่วฟ้า ทุ่งหญ้ารอบเทวสถานแปรสภาพกลายเป็นที่ราบด้วยแรงลมกระหน่ำ  มองเห็นแสงจันทร์เสี้ยวจากที่ไกลสาดส่องอยู่เบื้องหลังหญิงสาว
      ขนปีกสีดำเข้าห่อหุ้มร่างกายของเธอและชายหนุ่ม จากนั้นจึงคลายออกอีกครั้ง
      คราวนี้ปรากฎเป็นร่างของมิวสองคนท่ามกลางขนนกสีดำทมิฬที่ปลิวว่อน
      ไม่สิ คนหนึ่งคือมิวตัวจริง อีกคนคือร่างจำแลงของเจ้าของขนนกสีดำ
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทสุดท้าย ท่านฮาเว่ สำหรับคนที่ยังรออ่านครับ แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทยอยลงเหมือนเดิม
ตอนเก่าๆ หาได้ใน entryหลักของ ar=ciel ar=dor ครับ
 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

กรีดดด เคยคิดจะแปลเพลงนี้แต่สุดท้ายก็แปลต่อไม่ไหวกับฮิมนอสOTL
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ นึกว่าจะไม่ได้อ่านซะแล้ว ฮืออ รอชมต่อนะคะT[]T
แต่นึกถึงฮาเวสตาชานี้กับในภาคสามแล้ว นึกอดขำเล็กๆไม่ได้จริง คนละฟีลเลย555

#1 By kanaseki on 2012-06-24 00:09

ขอบคุณมากค้าบ อ่านภาษาอังกฤษมาแล้วยังไม่อินเท่านี้เลยอะ
ปล. อยากทราบว่านี่คือตำนานของดินแดนไหน sol ciel หรือ sol cluster อะครับ

#2 By PhantasY (103.7.57.18|203.152.57.5) on 2012-06-26 08:31

@Phantasy Sol ciel ครับ Sol cluster คือไรโกกุบิชิ อันแรกที่เขียนเลย
http://bekung.exteen.com/20110610/ar-ciel-ar-dor
@kanaseki ครึ่งหลังได้อีกอารมณ์อีกนะ ท่านฮาเว่เนี่ย

#3 By bekung on 2012-06-26 11:54

อ่อ ขอบคุณครับ
ผมว่าเท่าที่อ่านมาตำนาน Rharplanca เศร้าสุดละ จะกี่บทๆ เสียสละตลอด ผิดกับ Harvestasha ที่ตอนจบมีความสุขทุกบทเลย
อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ => รู้สึกแปลกๆที่ตำนาน Harvestasha เป็นแนวเจ้าหญิงต่อสู้เพื่อช่วยเจ้าชาย แต่จริงๆแล้วก็ชอบอารมณ์เพลงของ Harvestasha ทั้ง 2 บท มากเลยล่ะครับ

#4 By PhantasY (103.7.57.18|124.120.209.167) on 2012-06-26 22:14

เอาจริงๆ ระหว่าง Harvestasya กับ Raplanca เองมันมีความต่างตรงต้นกำเนิดครับ Rhaplanca ที่ต้องวนเวียนพบกับความลำบากยากแค้นอยู่เรื่อยไปก็เพราะสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของเมต้าฟัลส์ หรือเสา2 อย่างที่เคยแปลไว้แล้วใน http://bekung.exteen.com/20110820/ar-ciel-ar-dor อีกนั่นแหละ ส่วนฮาร์เวสตาชาที่เป็นตำนานฝั่ง ar ciel นั้นบอกได้ว่าเป็นแผ่นดินที่สุขสบายสุดแล้วใน ar tonelico พวกตำนานฝั่งนี้ก็เลยแทบไม่มีคำว่าดราม่าครับ
   สำหรับผมเองแปลมาครบ 4 แผ่นดินแล้ว ที่ชอบสุดคงเป็น Sol Cluster ล่ะครับ ดูอลังการและกดดัน

#5 By bekung on 2012-06-27 00:34

^*แก้ Ar ciel เป็น Sol ciel ครับ มือลื่นพิมพ์ผิด

#6 By bekung on 2012-06-27 00:43

Recommend