เกริ่นก่อนว่า อนิเมเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่บนโลกที่อารยธรรมมนุษย์ได้เสื่อมถอยลงไปแล้วตามชื่อ แต่มนุษย์เจ้ากรรมก็ยังดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตัวเอง(ดัดจริตบ้าง ไม่ดัดจริตบ้าง)ในยุคอารยธรรมเฟืองฟูได้ราวกับประชดกัน ว่าหมื่นปีจากนี้ถึงโลกล่มสลายไปแต่มนุษย์ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมเด๊ะ
     แต่คราวนี้พิเศษหน่อย เพราะโลกของจินไทนั้นได้ปรากฎสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาขึ้นมาครองโลกแทนมนุษย์รุ่นเก่า พวกเขามาจากไหนไม่มีใครรู้ ไปมาไม่มีใครเห็นตัว เพิ่มจำนวนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยเพศ แถมยังเป็นผู้ครอบครองเทคโนโลยีระดับที่มนุษย์ในยุคที่เจริญสุดๆยังต้องตะลึงว่านี่มันเวทมนต์ชัดๆ
     พวกเขาก็คือ...
     ...
     ...
     ...
     คุณภูต!
 
     เผ่าพันธุ์ใหม่ตัวจิ๋วที่กระจายอยู่ทั่วโลก หน้าตาน่ารักน่าชัง ใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ ดูยังไงก็ไม่น่าเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์รุ่นเก่า
     มนุษย์รุ่นเก่าที่อยากรู้อยากเห็นมีหรือจะรอช้า ต้องมีมติให้สหประชาชาติก่อตั้งองค์การผู้เชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมาดูแลด้านนี้ในทันที นั่นก็คือ สำนักงานคนกลางแห่งสหประชาชาติ ชื่อฟังดูอลังการ แต่ก็ตั้งอยู่ในอาคารเก่าๆที่เป็นมรดกจากยุคเฟื่องฟูตามอัตภาพของประชาคมมนุษย์ยุคนี้
     และตำแหน่งคนกลางที่ว่าก็เวียนมาถึงตัวเอกที่ตามท้องเรื่องบอกว่าเธอคือผู้จบการศึกษารุ่นสุดท้ายจากสถาบันการศึกษาแห่งสุดท้ายของมนุษยชาติ
     ดูเหมือนว่าระบบสถาบันการศึกษาเองก็ถึงจุดจบได้ด้วยภาวะการขาดแคลนทรัพยากรเหมือนกัน จะเรียนสูงไปทำไม ถ้าความรู้เฉพาะทางไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ลำพังใช้ชีวิตไปแต่ละวันก็ลำบากแทบแย่แล้ว
     ตำแหน่งคนกลางที่เป็นเหมือนนักวิชาการของรัฐ ที่ไม่ว่ายุคไหนก็เช้าชามเย็นชาม ไม่เคยมีผลงานให้ประจักษ์ เมื่อเวียนมาถึงนางเอกของเราที่เลือกจะเป็นคนกลางเพราะเป็นงานสบายและยึดคติประจำใจว่าจะไม่มีวันทำอะไรเกินหน้าที่ ก็ดูเหมือนอารยธรรมของมนุษย์จะถดถอยลงมาได้อีกขั้นซะแล้ว
 
    โลกที่อารยธรรมล่มสลาย
      โลกในจินไทนั้น ล่มสลายด้วยสาเหตุใด ไม่ได้บอกไว้แน่ชัด แต่ผลกระทบหลักๆก็คือทรัพยากรที่เคยมีให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยได้หายไปจนแทบหมดสิ้น ระบบเงินตราถูกยกเลิก กลายเป็นระบบปันส่วนที่ใช้กันในยุคสงคราม(กล่าวถึงในตอน3ตรงรถใหม่ของY) พูดง่ายๆคือใช้บัตรสะสมที่ไว้แลกอาหารรายวันไปแลกทรัพยากรมาใช้ (ซึ่งก็ยังมีคนบ้าเอาส่วนของสามปีไปแลกรถมาขับ) อาชีพหลักของมนุษย์กลับมาเป็นเกษตรกรรมและค้าขาย        หมู่บ้านคุสุโนคิ สถานที่ตามท้องเรื่องนั้นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปมากกว่าที่อื่นๆ นอกจากเป็นเมืองเกิดของตัวเอก มีซากอารยธรรมมนุษย์หลงเหลือให้เห็นอยู่ทั่วไปรอบนอกหมู่บ้าน(ไว้หยิบมาใช้ตามโอกาส)
      ตัวเรื่องไม่ได้เน้นวิทยาศาสตร์ตามอย่างพวกที่ใช้โครงเรื่องหลังโลกล่มสลายตามปกติ ดังนั้นพล็อตที่ควรจะมากับโลกล่มสลาย อาทิ เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของมนุษยชาติ หรือ พวกเราจะรอดพ้นยุคมืดแห่งวิทยาการแล้วฟื้นฟูอารยธรรมขึ้นมาอีกครั้ง อะไรพวกนี้ จะกลายเป็นมุกไปแทน
      เรียกว่ามีเซทติ้งแบบไซไฟโลกอนาคตแต่เดินเรื่องแบบประชดสังคมมนุษย์ในอดีตนั่นแหละ
 
 
    บทบาทของคุณภูต
      หนึ่งในอุปกรณ์ดำเนินเรื่องสำหรับประชดพฤติกรรมของมนุษยชาติ เผ่าพันธุ์ใหม่ที่ดูน่ารักไร้เดียงสาและแอบซ่อนความโหดร้ายไว้ภายใน พฤติกรรมของพวกเขาที่ถอดแบบมาจากมนุษยชาติน่าจะซึมซับมาจากมนุษย์รุ่นเก่าแล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก ที่ยังไม่ทำลายตัวเองลงไปแบบมนุษย์นั้นอาจเป็นเพราะความจำสั้นและเพิ่มจำนวนเองได้ด้วยความสนุกสนาน 
      มนุษย์ที่ต้องข้องแวะกับพวกเขานั้น เรียกได้ว่ามีความเสี่ยงจะโดนปั่นหัวเล่นจนเสียสติโดยไม่ได้ตั้งใจค่อนข้างสูง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดสำนักงานคนกลางที่รับหน้าที่ติดต่อประสานงาน(?)กับพวกเขาโดยเฉพาะ ซึ่งก็น่าจะมีคนกลางที่ประสบเคราะห์ร้ายด้วยเหมือนกัน ถึงได้มีคอนเซ็ปต์เป็นนักวิชาการที่ไม่ต้องทำอะไร เนื่องจากเรียนรู้แล้วว่าไปยุ่งด้วยมีแต่จะทำให้เรื่องมันยาวขึ้น เพราะอย่างนี้ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์พันธุ์ใหม่ก็เลยไม่พัฒนาสักที
 
    บทบาทของตัวเอกที่มีมิติเยอะที่สุดในซีซั่น
      ร้อยวันพันปีจะเจอตัวเอกที่ไม่สามารถจำกัดความได้ด้วยstereotype หรือarchtypeใดๆสักที อาจจะพูดได้ว่าเห็นลักษณะบางอย่างของตัวเองอยู่ในนั้น แต่มันก็ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งอยู่ดีเหมือนกัน นี่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เราจะรู้จักตัวตนตัวเอกได้จากการที่ตัวละครนั้นมีบทเยอะ แต่เป็นความหลากหลายที่มากที่สุดที่ตัวละครตัวหนึ่งจะมีได้แบบไม่ผิดปกติ เป็นลักษณะที่พูดได้แบบคลุมเครือว่า "แปลก" แต่ในความแปลกมันมีอีกมากมายหลายอย่าง
      ตัวเอกแบบนี้ทำให้วิธีเดินเรื่องแปลกไปจากกรณีที่เป็นคนเถรตรงหรือเจ้าเล่ห์หรืออะไรก็ว่าไปที่เราสามารถจำกัดความได้ จะว่าไปก็เป็นตัวเอกที่มีที่มาจากคนที่เราอยากทำความรู้จัก แล้วค่อยๆเห็นด้านต่างๆมากขึ้นจากสถานการณ์ที่เขาหรือเธอคนนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับในรูปแบบงานเขียนที่จะมองเห็นอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้อีกหลายอย่างจากมุมมองของคนที่เราไม่รู้จักนั่นเอง
      เป็นความรู้สึกที่ต่างจากบางเรื่องที่ดูแล้วก็ด่าไปว่าทำไมมันโง่อย่างนี้ทำไมมันไม่ทำอย่างนั้น เพราะผู้เสพติดภาพของตัวละครในอุดมคติไว้ลิบลับ
 
    ได้ข่าวว่าเรื่องนี้บทพูดเยอะมาก แล้วจะดูรู้เรื่องไหม?
      ใช่ครับ พูดเยอะมาก แถมมุกอ้างอิงก็ค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าจะมีเรื่องที่ทำให้เข้าไม่ถึง น่าจะเป็นกรณีที่หยิบยกวรรณกรรมหรือเคสคลาสสิคในประวัติศาสตร์โลกที่ไม่คุ้นหูคนไทยมาซะมากกว่า (ฟังดูใช้ปัญญาในการดูสูงนิดนึง) ด้วยเหตุที่เล่าเรื่องผ่านบุคคลที่หนึ่งที่มีอุปนิสัยผิดไปจากตัวเอกอนิเมทั่วไป บทพูดเลยออกมาดูตั้งอกตั้งใจเขียนเป็นพิเศษ ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่แล้ว  ภาษาอะไรที่ใช้ก็ดีเกินกว่าจะแค่ฟังผ่านๆ และถ้าดูผ่านๆมองกันแค่แอคชั่นตัวละครจะน่าเบื่อมาก เพราะจะฟังดูเหมือนคุณเธอบ่นมันทั้งตอน
      ถ้าคิดจะดูเอารู้เรื่องแค่ซับอังกฤษคงน่าเสียดาย  เพราะความประทับใจในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนวนสวยๆบาดใจของผู้เขียนอย่างทานากะโรมีโอ ที่ลดพลังไปกว่าครึ่งในซับอังกฤษครับ ถ้าอยากได้เต็มๆคงต้องไปอ่านต้นฉบับเอา นี่พูดได้เพราะแปลซับไทยไปเปิดนิยายไปแล้วพบว่าซับofficialของCrunchyRoll ที่ค่ายซับอังกฤษลอกสคริปกันมานั้น แปลผิดบริบทมันซะแทบจะทุกตอน (ดังนั้นไปดูซับไทยซะ!)
 
    เนื้องานล่ะ?
      สำหรับแฟนอวยคาราดีไซน์ต้นฉบับ(Tobe Sunaho)อย่างเจ้าของบล๊อก เห็นลายเส้นครั้งแรกก็รู้สึกถึงออร่าแล้วล่ะ แต่คาราดีไซน์อนิเมนี่ต้องบอกว่าต่างจากโปรโมภาพแรกสุดในเว็บไปพอสมควรอยู่ งานภาพสีลูกกวาดแสบตา คุณภูตสุดน่ารัก และเนื้อหาจรรโลงสังคมแต่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน โอ้ ช่างเป็นส่วนผสมที่เพอร์เฟคจริงๆ(ฮา)    
      การดัดแปลงเนื้อหาจากนิยายนั้น มีส่วนที่ตัดไปเพราะข้อจำกัดในการนำเสนอที่แตกต่างกันระหว่างนิยายกับอนิเมอยู่ จะเห็นได้ชัดสุดจากตอน7-8 ที่เป็นไทม์พาราดอกซ์ ตรงนั้นจะใช้วิธีเล่าเรื่องที่ต่างจากนิยายไปเลย ด้วยการเล่าถึงและไม่เล่าถึงบางอย่าง แบ่งออกเป็นสองตอน โดยใช้ตอนหลังไปกับการเฉลยปมของตอนแรกด้วยการเล่าซ้ำในมุมมองที่ตัดไป ซึ่งฉบับนิยายไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น นอกจากนั้นก็เป็นส่วนแตกต่างเล็กๆน้อยๆที่เพิ่มความดราม่าให้ฉบับอนิเมอย่างเดินชนแล้วไม่ขอโทษ(แต่ในนิยายขอโทษแบบขอไปที) หรือบันทึกความแค้นของรุ่นพี่ฮานะที่ในนิยายไม่ระบุชื่อ แต่ในอนิเมมีเป็นเงาเซนเซอร์ขนาดที่ดูออกว่าชื่อใคร ซึ่งส่วนที่พลาดเต็มๆก็มีเหมือนกัน อย่างประโยคของโอยาเกะในตอนที่6 ที่จริงๆต้องเป็นบทพูดของพิออน อยากรู้ว่ามึนได้เนียนขนาดไหนลองไปดูตอน6อีกรอบดูสิ  (ตอนเปิดนิยายรอบแรกก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน เพราะอิงจากสคริปในอนิเม)
 
     ตัวงานอนิเมออกมาแบบเก่าๆ ลงโทนฉากหลังแบบเป็นเฉดสีตัดกันเหมือนหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก ดูเรียบๆไม่หรูแบบเรื่องอื่นๆในซีซั่นเดียวกัน  เพลงประกอบโดย Ootani Kou แม้ไม่ติดหูเหมือนสมัยทำHaibane Renmei (ที่ผมว่าน่าจะเป็นช่วงพีค-รองพีคของแกแล้วล่ะ)แต่ก็ได้บรรยากาศคล้ายๆกัน ส่วนที่ควรกล่าวขวัญถึงมากสุดน่าจะเป็นเพลงปิด ที่ซึ้งทั้งทำนอง ความหมาย และภาพที่สื่อ พอดูแบบnon-credit ที่แถมมากับบลูเรย์นี่ยิ่งรู้สึกได้ถึงพลัง ส่วนตัวแล้วให้เป็นที่1ของซีซั่นไปเลยล่ะครับสำหรับ Yume no naka no Watashi no Yume ของเจ๊ Itou Masumi 
      โดยรวมแล้วเป็นงานที่ดูจะขาดๆเกินๆไปบ้าง แต่โดดเด่นได้ด้วยตัวเนื้อหาของต้นฉบับจริงๆ ทำเอาเผลอใจสั่งBDไปจนได้ ไม่ใช่เพราะออกตัวแรงตั้งแต่ประกาศอนิเมแถมยังทำซับให้ด้วยหรืออะไรหรอกนะ!
 
 
    ความเห็นอื่นๆ (อ่านข้ามได้)
      ปกติเจ้าของบล็อกจะชอบอนิเมย้อนยุค ด้วยเหตุผลที่มันมีสิ่งที่เราคิดถึง และมีสิ่งเห็นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนเลย ซึ่งสองจุดนี้ดันเวียนมาชนกับจินไทที่เป็นอนิเมที่มีพื้นอยู่บนโลกอนาคตที่อารยธรรมถดถอยซะได้ โลกของจินไทมีสิ่งที่ผมคิดถึง และสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน เพียงแต่มันอยู่ในอนาคตที่ถัดไปจากยุครุ่งเรืองของมนุษย์แทนที่จะอยู่ในอดีต
 
     สิ่งที่หยิบมาเล่นบ่อยๆในโลกของจินไทคือวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคอารยธรรมเฟื่องฟู เป็นมุกตลกร้ายอย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆในการ์ตูนเสียดสีการเมืองที่หลายๆคนขำไม่ออกเพราะมันเป็นเรื่องจริง ต่างกันตรงที่มันเป็นเรื่องอนาคตจึงหยิบสิ่งที่เป็นปัจจุบันมาล้อเลียนได้แบบไม่เกรงใจ กลายเป็นประเด็นอย่างที่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าสิ่งที่เราเชื่อมั่นมาตลอดกลายเป็นเรื่องไร้ความหมายในยุคอารยธรรมเสื่อมโทรม เมื่อถึงจุดนั้นจะรู้ตัวกันรึเปล่าว่าที่ผ่านมาเราเล่นบ้าอะไรกันอยู่  แน่นอนว่าเรื่องราวนี้ถูกถ่ายทอดในมุมมองของนางเอกผู้ทำตัวเป็นคนนอกเสมอ (แม้จะเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง) พูดมาถึงจุดนี้แล้วก็นึกถึงคิโนะโนะทาบิที่หยิบประเด็นคล้ายๆกันมาเล่นแต่ไม่ตลก แถมตัวเอกยังชอบทำตัวเคร่งขรึมให้มอเตอร์ไซค์พูดแทน ต่างกันตรงคิโนะนั้นจะได้อารมณ์ความโรมานซ์ของการเดินทาง ส่วนจินไทจะได้อารมณ์ความโรมานซ์ของการอู้งาน แถมยังเปลี่ยนเรื่องเครียดให้กลายเป็นเรื่องบ้าบอไปได้หน้าตาเฉย 
     ส่วนในแง่ของสิ่งที่เวียนกลับมาหามนุษย์อีกครั้งในยุคอารยธรรมถดถอยของจินไท ที่สังเกตเห็นอยู่ทุกตอนก็คือหนังสือครับ ไม่นับบทโดรุยชิ เราก็จะไม่เห็นเลยว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ยังมีเหลืออยู่ในยุคนี้ สถาบันการศึกษาเองก็ปิดตัวลงไปแล้ว แหล่งอารยธรรมแต่ปางก่อนของมนุษย์จะรวมอยู่ที่ไหนกันล่ะ? คำตอบก็คือหนังสือเก่าๆ ที่ทุกวันนี้จะลดความสำคัญลงเพราะคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต จากอนาคตที่ไร้หนังสือแบบฮาร์ดก็อปปี้ สู่อนาคตที่เหลือแต่หนังสือแบบฮาร์ดก็อปปี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ ช่วงชีวิตเราจะได้เห็นจุดสิ้นสุดของหนังสือแบบเป็นเล่มๆหรือเปล่านะ?
 
---------------------------------------------------------------------------------------------
 แนะนำตัวละคร
---------------------------------------------------------------------------------------------
 
ตัวละครขาประจำ
 
ชื่อ: -ไม่ปรากฎ- (ฉันเอง)
CV: Nakahara Mai      ผลงานที่ผ่านมา>> 
Comment: เรื่องราวของจินไททั้งหมดนั้นเล่าจากมุมมองของบุคคลที่หนึ่งผู้แทนตัวว่าฉันเอง(わたし) นั่นก็คือเธอคนนี้ ซึ่งตลอดทั้งเรื่องเราจะไม่ได้ยินใครเรียกชื่อจริงๆของเธอเลย จะกลายเป็นแม่หลานสาวบ้างล่ะ ขนมหวานจังบ้างล่ะ เฮ้เธอ บ้างล่ะ และดูท่ามันก็คงจะเป็นปริศนาไปอีกนาน เหมือนกับชื่อจริงของC.C. 
     แม้จะชอบทำตัวอู้งาน แต่ในฐานะตัวแทนของคนกลางผู้ติดต่อกับเหล่าภูตแล้วต้องบอกว่าฝีมือเข้าขั้น เพราะสามารถเจรจากับเหล่าภูตที่คุยไม่ค่อยรู้เรื่องและปิดเคสได้อย่างรวดเร็วแบบไม่เลือกวิธีการ
     มีงานอดิเรกน่ารักๆคือการทำขนม
 
ชื่อ: -ไม่ปรากฎ- (คุณปู่)
CV: Ishizuka Unshou      ผลงานที่ผ่านมา>>      
Comment: คุณปู่ของตัวเอกที่เป็นคนกลางเหมือนกัน แต่รุ่นเก๋ากว่าเลยไม่ค่อยได้ลงพื้นที่เอง ใช้หลานสาวไปทำซะเยอะ ในห้องทำงานมีปืนแขวนเต็มผนัง เป็นงานอดิเรกที่มีอ้างได้ว่าเอาไว้ใช้ตอนพวกผู้ชายชุมนุมล่าสัตว์ ในฉบับคอมิคจะเห็นปู่แกปาเป้าและเอาปืนมาส่องนอกหน้าต่างทำอิมเ