[Review] Shinsekai Yori

posted on 28 Jan 2013 18:42 by bekung in anime directory Cartoon, Entertainment, Asian
         ชินเซไคโยริ เป็นอนิเมที่จั่วหัวตั้งแต่ตอนโปรโมทว่าสร้างจากนิยายSci-Fi แต่ภาพบรรยากาศในเรื่องนั้นแตกต่างจากโลกปกติของแนวSci-Fi โดยสิ้นเชิง 
         ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอารยธรรมล้ำยุคใดๆปรากฏให้เห็น โลกในโปรโมฯที่ถูกย้อมด้วยสีของยามเย็นฉายให้เห็นแต่ภาพของสิ่งก่อสร้างในยุคก่อตั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม
          1000 ปีให้หลัง โลกนี้ถูกปกครองด้วยเหล่าผู้ใช้อาคม ที่สถาปนาตนขึ้นเป็นเทพ
 
          อาคมเวททั้งหลายที่ปรากฏในเรื่อง ที่จริงก็คือพลังจิตที่ปรากฏขึ้นในโลกตั้งแต่ 1000 ปีก่อน แต่ผ่านกรรมวิธีทางวัฒนธรรม และการหล่อหลอมจากรุ่นสู่รุ่น ให้เชื่อว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของเหล่าสมมติเทพ เพื่อประโยชน์ในการปกครอง
          แต่อนิจจา 1000 ปีผ่านไป มนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลังก็พลอยหายสาบสูญไปด้วยเหตุผลหลายประการ เทพจึงต้องให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ใหม่ที่เชื่อฟังคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไขมาใช้งานดั่งทาสแทน ซึ่งดูเหมือนว่าเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างการดัดแปลงพันธุกรรมนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเย็นด้วยวิธีทางเวทมนตร์อาคม 
         ผลที่ได้คือเหล่าหนูผี สิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการสื่อสารกับเหล่าเทพได้ อาศัยอยู่รวมกันเป็นโคโลนีที่ปกครองโดยราชินี เชื่อฟังคำสั่งของเหล่าเทพดั่งมดงาน ทำได้ทุกอย่างไม่เคยเกี่ยง และยังไม่เรื่องมากขอขึ้นค่าแรง และที่สำคัญ ไม่มีวันจะลุกขึ้นมาแข็งข้อ
 
        สังคมของเหล่าเทพเองก็เปรียบเหมือนภาพจำลองของยูโธเปีย ดินแดนในอุดมคติของมนุษย์ สงบสุข อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ไร้ซึ่งอาชญากรรม ทั้งหมดนี้ต้องยกผลงานให้กับสถาบันที่ให้การศึกษาอย่างโรงเรียน ที่ทำหน้าที่ได้อย่างเยี่ยมยอดไร้ที่ติ 
        นั่นหมายความว่าสังคมของมนุษย์ยุคนี้ได้พัฒนามาถึงจุดหมายปลายทางของสังคมในอุดมคติแล้ว ใช่รึเปล่า?
 
               
       ยูโธเปียที่สร้างจากประวัติศาสตร์โชกเลือด
       1000ปีก่อน มีมนุษย์เพียง 0.3 % ของประชากรโลกเท่านั้นที่มีพลังจิตประเภทไซโคคิเนซิส(PK)ปรากฏขึ้นมา และ 2 % เป็นตัวเลขสุดท้ายของจำนวนประชากรโลกที่เหลืออยู่หลังจากวิกฤตการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเหล่าผู้มีพลังจิต โลกดำเนินเข้าสู่ยุคมืดที่ยืนยาวกว่า500ปี จนกระทั่งจักรวรรดิทาสแห่งสุดท้ายล่มสลายลง
       เหล่านักวิชาการมนุษย์ที่ยังเหลือรอดอยู่และได้ทำการบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาต่อเนื่องยาวนาน ได้เล็งเห็นถึงวิธีที่จะคงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์พลังจิตให้อยู่รอดต่อไปได้โดยไม่ต้องใช้วิธีโหดร้ายอย่างจักรวรรดิทาส นั่นคือการให้การศึกษาร่วมกับวิธีการทางจิตเวช
       พวกเขาพบว่าวิธีดังกล่าวสามารถลดการฆ่ากันเองในหมู่มนุษย์พลังจิตได้จริง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์
       แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถใช้แยกคนที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงออกมาจากคนปกติได้เกือบ100%
 
       การกำจัดเด็กที่มีแนวโน้มจะก่อปัญหาจึงกลายเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
       ตามมาด้วยการลดสัญชาติญาณการฆ่าของมนุษย์ด้วยการปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่อย่างรักร่วมเพศและการดัดแปลงพันธุกรรมบางส่วนที่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายเมื่อทำร้ายพวกเดียวกัน
       ออกมาเป็นสังคมที่ไร้การตั้งคำถาม ด้วยการหล่อหลอมจากสถาบันครอบครัวและโรงเรียน เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นลูกแกะซื่อๆที่ยอมรับทุกกฏเกณฑ์โดยไร้ข้อกังขา แม้กระทั่งการส่งลูกตัวเองไปตาย
 
        โกมะ (業魔) และ อัคคิ (悪鬼)
        ภัยคุกคามอย่างสุดท้ายของเหล่าเทพที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสังคมอุดมคติ ปิศาจที่ถือกำเนิดจากจิตใจของผู้คนที่ตกลงสู่ด้านมืด ปัจจุบันกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าไว้ขู่เด็กว่านอกเขตแดนหมู่บ้านมีอะไรรออยู่
        และแน่นอนว่า มันจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ในยุคของเหล่าตัวเอก
 
------------------------------------------------------------------------------------------------
จบช่วงอธิบาย setting แบบรวบๆ และเข้าช่วงรีวิว
------------------------------------------------------------------------------------------------
        First Impression
           บรรยากาศในอนิเมเรื่องนี้ห่างไกลจากคำว่าไซไฟในความคิดคนทั่วไปอยู่มาก แวบแรกนี่จะนึกว่าเป็นอนิเมย้อนยุคที่ทุกคนมีเวทมนตร์ แต่ที่จริงเป็นการบัญญัติศัพท์ให้กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ภายในเรื่องให้กลายเป็นเชิงศาสนา เป็นศาสนาที่ลึกๆแล้วกำกับโดยวิทยาศาสตร์นั่นเอง  อันที่จริงแล้วในเรื่องไม่ได้กล่าวถึงศาสนาไว้ชัดๆ แต่จะเน้นแค่เรื่องพิธีกรรมที่มีเป้าหมายในการควบคุมสมาชิกของสังคมยุคนี้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
           อย่าว่าแต่อนิเมแนวนี้เลย แค่นิยายแนวนี้เองก็แทบจะไม่มีให้อ่านในไทยแล้ว ไซไฟที่โยงเข้ากับศาสนาและสังคมในยุคนี้แบบเต็มๆเนี่ย น้อยมากที่จะวนเวียนเข้ามาให้เราได้อ่านกัน แถมโดยมากจะเป็นจากทางตะวันตกที่อิงกับคริสต์หรืออื่นๆ ที่ร้อยทั้งร้อย อ่านแล้วก็ไม่อินเท่ากับของทางเรา
           ส่วนของทางเรานี่ก็เน้นงมงายมากกว่าไซไฟ คือยังวนอยู่ในกรอบของคำสอนที่ปลูกฝังต่อๆกันมาอย่างนั้น ไม่ได้สร้างประเด็นใหม่ๆ
           เจ้าของบล็อกคิดว่าตัวเองคงไม่ได้คิดมากไป แต่สภาพสังคมในชินเซไคนั้น มันสะท้อนให้เห็นศรัทธาความเชื่อและตรรกะความคิดแบบชาวตะวันออกจริงๆ จากมุมมองของกลุ่มตัวเอกที่หลุดจากกรอบนั้นซะด้วย
 
        Pacing
          สามตอนแรกนั้นเป็นเหมือนช่วงพักรอก่อนขึ้นโรลเลอร์โคสเตอร์ที่ไม่หยุดลงสักทีแถมยังทะยานเข้าด่านใหม่ๆ ตีลังกา หมุนสวิง ทิ้งดิ่ง กันจนคนดูกรี๊ด ถึงตอนล่าสุด(19)นี่เจ้าของบล็อกลองปิดไฟตอนดูก็ยิ่งเพิ่มความระทึก (เดี๋ยว แล้วที่ร่ายยาวเรื่องไซไฟ ศรัทธา สังคม มานี่อะไร ทำไมกลายเป็นทริลเลอร์) เนื้อหาแทบทุกตอนมีประเด็นที่ต้องให้จับจ้องจนตัวติดกับเก้าอี้ ไม่มีให้พัก ไม่มีนอกเรื่องออกทะเลจนขาดช่วง(filler) แถมยังมีความยาวถึงครึ่งปี (24ตอน) ตามหลักสถิตินับว่าหายากนะ พวก20กว่าตอนที่เคยหยิบมาเขียนรีวิวเอง ก็ไม่ได้เนื้อหาแน่นถึงขนาดนี้  (ที่นับว่าแน่นได้ หลังๆมานี่น่าจะมีแค่ ชิกิ)
 
        Drop-induced episode
          ข้อมูลส่วนนี้อิงจากบอร์ดนอกที่มีคนดูอนิเมหลากหลายแนวแห่งหนึ่ง ตอนที่ถูกประณามมากสุดคือตอนที่ 5 และตอนที่ 8 ครับ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายๆคนเลิกดูไปแบบถาวรด้วย ปกติเวลารีวิวจะไม่ค่อยพูดถึงส่วนนี้เท่าไหร่ แต่เห็นว่ามีประโยชน์ดี เพราะสามารถบอกได้ว่าถ้าดูผ่านตอนนี้ไปได้ก็มีความสามารถจะดูเรื่องนี้จนจบได้แล้ว
          โดยปกติในกลุ่มสนทนาของเจ้าของบล็อกจะใช้กฎสามตอนในการพิจารณาว่าจะดูต่อหรือไม่ดูต่อ แต่สำหรับชินเซไค นอกจากจุดหักเหตอน3 แล้ว ยังมีจุดใหญ่ๆอีกสองตอนอย่างที่กล่าวไป นั่นก็คือ
 
          ตอนที่5 จุดที่โปรดักชั่นเข้าสู่ความเบี้ยวแบบสุดขีด หนำซ้ำยังมาจากแนวของผู้กำกับประจำตอนที่มีชื่อเรื่องชอบตัดฉากไปมาไม่อธิบาย นี่อาจเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับคนที่ไม่ได้แคร์อนิเมว่าต้องภาพสวยงานดีไม่มีตก แต่นี่เป็นจุดแรกหลังตอน3 ที่มีคนบ่นเยอะและเลิกดูไปเยอะครับ (มีบางคนบ่นว่า หนังซูมเหรอฟะ ด้วยนะ)
          ตอนที่8 ช่วงเริ่มเกย์ จริงๆมันsoft core มากๆ แต่ก็มีคนรับไม่ได้อีกนั่นแหละ บางคนถึงกับสบถว่าเป็นอนิเมขายฟุฯ(ฟุโจชิ)และทิ้งไปไม่กลับมาดูอีกเลยด้วยซ้ำ แต่ที่จริงเคสนี้ พูดถึงตั้งแต่ช่วงที่เริ่มปล่อยของในตอน4แล้ว(การปลูกฝังพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่างลิง) ถ้าจำเนื้อเรื่องได้ ก็น่าจะคาดหวังได้แล้วว่าอะไรแบบนี้จะต้องมาถึงสักตอน เล่นเอาประเด็นย่อยแบบนี้ไปเป็นสาเหตุในการดรอปเลิกดูเรื่องดีๆ ก็น่าเสียดายแย่เลย
 
          ผ่านสองตอนนี้ไปได้ ก็ไม่มีอะไรมาหยุดรถไฟขบวนชินเซไคฯได้แล้วล่ะ
 
        Overall         
         ไอเดียและพล็อตเรื่องมีคะแนนเท่าไหร่ก็ให้หมด เพราะเป็นแนวหายากแม้กระทั่งในgenreเดียวกัน เป็นความสนุกเฉพาะตัวที่นานๆจะได้เจอที เนื้องานมีขึ้นๆลงๆ แต่ร้อยละ 70 อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก ดนตรีถึง อารมณ์ถึง ไม่ทราบเหมือนกันว่าคอนิยายพูดถึงว่ายังไงบ้าง รู้แค่ก่อนฉายมีคนพูดว่าเรื่องนี้ไม่