จุดเริ่มต้นของการหยิบเรื่องนี้มารีวิว คือคำถามที่เกิดขึ้นหลังดู Shinsekai Yori จบครับ คำถามนั้นก็คือ ยังมีอนิเมไซไฟเนื้อหาแน่นๆ ดราม่าหนักๆ ความยาว24ตอน+ เหลืออยู่อีกรึเปล่า? เพราะก่อนหน้านั้นนึกออกแค่ Noein ที่ดูจบไปตั้งหลายรอบแล้ว
     ผลลัพธ์ที่ได้จากการถามใน Irc ก็คือ Fantastic Children อนิเมปี2004 ปีเดียวกับพรีเคียวและนาโนฮะภาคแรก ลบเลข2013 ก็คือ 9 ปีที่แล้ว
     แต่คุณพระช่วย! เฉพาะคาราดีไซน์นี่... น่าจะบวกเพิ่มไปได้อีกสักสิบปี... (มีภาพประกอบด้านล่าง)
     ครั้งแรกที่เปิดขึ้นมา ดูแค่ op กับ ed แล้วก็ปิดยาวไปเลย
 
     กำแพงมันช่างสูงล้ำจริงๆ 
     หนึ่งเดือนกว่าๆผ่านไปถึงได้หยิบมาดู
 
     เมื่อก่อนนี้เคยมีหลายเรื่องที่เจ้าของบล็อกดูตอนแรกจบแล้วลบทิ้งจากความทรงจำทันที เพราะกำแพงที่ว่า
     กำแพงนั้นอาจเกิดขึ้นได้จาก
     1.การกำกับที่ไม่เป็นมิตรกับคนดู (ซึ่งบางครั้ง ย้ำ! บางครั้งจะได้ผลตรงกันข้าม)
     2.คุณภาพงานระดับหักคอแฟนผลงาน
     3.เพลงเปิดทำลายโสตประสาท
     และอื่นๆ
 
     สำหรับ Fantastic Children นั้นเป็นกำแพงที่เกิดจากคาราดีไซน์อนิเม ที่เจ้าของบล็อกเคยคิดว่าได้ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีระดับที่เหนือกว่านั้นอยู่อีก!
     ไม่ต้องพูดถึง2013 แม้แต่เมื่อ9ปีที่แล้วตอนที่ฉายก็เถอะ มันเหมือนอนิเมที่หลุดมาจากยุค80-90 ท่ามกลางยุคกำเนิดของดาวค้างฟ้าในปัจจุบันอย่างนาโนฮะหรือพรีเคียวเลยนะ 
 
     แต่อุปสรรคอย่างกำแพงเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นคนที่จะทำลายมันได้ก็คือเราเอง
     มันไม่ใช่การหลอกตัวเองเพราะความผิดหวังหลังจากการอวยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูแล้วออกมาห่วย
     เพราะเจ้าของบล็อกไม่เคยรู้จักกับ Fantastic Children ในรูปแบบใดๆมาก่อน 
     คราวนี้จึงนับเป็นประสบการณ์ใหม่ บนเลเวลใหม่ที่ยังไม่เคยบุกเบิก
     Fresh start ยังไงล่ะ!
 
     เกริ่นพอแล้ว เริ่มกันเลยดีกว่าครับ
 
    บทนำสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหม่
       บุตรแห่งเบฟอร์ท ฉายาที่ตั้งให้กับกลุ่มเด็กลึกลับผมสีขาว ตาสีฟ้า ที่มีรายงานการพบเห็นตามสถานที่ต่างๆในยุโรปตั้งแต่ช่วงปี 14xx เป็นต้นมา เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของผู้ค้นหาคำตอบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  สถานที่และยุคสมัยในการปรากฏตัว เป้าหมายที่แท้จริง ล้วนแต่เป็นปริศนาดำมืดที่ขบไม่แตกมากว่าร้อยปี
 
   เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องในตอนแรก ถูกเสนอผ่านมุมมองของเหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ทที่ว่า
 
      ปี 1853 ประเทศฮอลแลนด์
           คอนราด เรินต์เกน ในวัย 8 ขวบกำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามโดยอะไรบางอย่าง ฝันร้ายที่มีรูปร่างเหมือนเงาดำไล่ตามเขามาตลอด แม้แต่ในยามที่เขาลืมตาตื่น
           เช้าวันหนึ่ง เขาก็ได้รับจดหมายที่ไม่ได้ระบุผู้ส่ง ในจดหมายนั้นมีภาพวาดของอะไรบางอย่างที่คล้ายกับดวงจันทร์และดวงดาวประทับอยู่บนเสาต้นใหญ่
           มือของคอนราดที่ถือรูปนั้นเอาไว้สั่นระริก เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นจากใบหน้าถอดสี มันเป็นเป็นรูปของสิ่งที่เขาไม่มีวันลืม ความทรงจำจากอดีตที่ยาวนานกำลังจะกลับมาหาเขาอีกครั้ง
 
           คอนราดตัดใจทิ้งภาพนั้นและลืมมันไป
           แต่อดีตที่เขาพยายามหนี ก็ตามหาตัวเขาจนพบ
 
           ในวันฝนพรำ ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากไปซื้อของกับน้องชาย กลุ่มเด็กลึกลับผมสีขาว ตาสีฟ้าทั้ง6 ก็มาปรากฏตัวต่อหน้า และเรียกเขาด้วยชื่อที่ไม่ใช่คอนราด
           "พารุซ่า"
           พวกเขาทวงถามคอนราดว่า ทั้งที่ได้บัตรเชิญแล้ว ทำไมถึงยังไม่มา แต่กลับได้รับคำตอบเป็นเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังจากคอนราดว่าไม่เอาแล้ว พอกันที เขาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว จะขออยู่ที่นี่
           "ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ พารุซ่า"
           เด็กผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม
           คอนราดโต้ตอบคำพูดนั้นกลับด้วยท่าทีเหนื่อยล้าหมดความอดทนก่อนจะทรุดลงกับพื้น
           "คนอ่อนแอ คนทรยศ! ถ้าเธอไม่อยู่แล้วฉันล่ะ ฉันจะเป็นยังไงล่ะ!" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มตัดพ้อทั้งน้ำตา ขณะที่เขย่าตัวคอนราดที่ไร้เรี่ยวแรง 
           "ยืนขึ้น พารุซ่า"
           เด็กผมสั้นที่ดูจะเป็นหัวหน้ากลุ่มออกคำสั่ง
           สิ้นเสียงนั้น แม่ของคอนราดที่ตามมาทีหลังก็เข้ามากอดลูกชายที่ร้องไห้จนตัวโยนเอาไว้
           กลุ่มเด็กผมขาวได้แต่มองอดีตพรรคพวกตัวเองด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะตัดใจแล้วผละไปจากที่แห่งนั้น
 
           เด็กผู้หญิงคนเดิมหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า
           "ลาก่อน คอนราด... คอนราด เรินต์เกน"
 
    ปี 1901 ประเทศสวีเดน 
           คอนราด เรินต์เกน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในฐานะผู้ค้นพบรังสีเอกซ์  การค้นพบครั้งนี้แม้จะเป็นไปด้วยเหตุบังเอิญ แต่ก็สร้างคุณูปการให้แก่วงการวิทยาศาสตร์โลกอย่างมากมาย เพราะสามารถต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่ๆได้อย่างไม่จบสิ้น 
 
    ปี 1901 หมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          วันนี้ สถานพยาบาลแคลร์มอนต์ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวนอกตัวเมือง ก็ยังเงียบสงบเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา
          ในวันนี้ หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
          ในห้องของเธอ เต็มไปด้วยภาพวาดที่ไม่รู้ความหมาย เป็นภาพของอะไรบางอย่างที่คล้ายกับดวงจันทร์และดวงดาวประทับอยู่บนเสาต้นใหญ่ 
           มันเป็นภาพเพียงแบบเดียวที่เธอวาดมาทั้งชีวิต
 
           เสียงเคาะประตูห้องผู้ป่วยดังขึ้นอย่างร้อนรน กลุ่มเด็กผมขาวทั้ง 6 คน ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
           พวกเขาเรียกหาหญิงสาวที่นอนสิ้นใจอยู่บนเตียงด้วยชื่อที่ไม่ใช่ของเธอ
           "ทีน่า!"
           แพทย์ประจำตัวหญิงผู้นั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เพราะผู้หญิงคนนี้ มีชื่อว่า "เซราฟีน"
           เหล่าเด็กผมขาวรู้ตัวว่าพวกเขามาถึงช้าไป  ก่อนจะหันไปมองรอบห้องที่มีรูปวาดแบบเดียวกันวางอยู่เต็มไปหมด นั่นยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกสะท้อนใจ         
           ปีเกิดของหญิงที่สิ้นลมอยู่เดียวดายบนเตียงผู้ป่วย ตรงกันกับ 100ปีหลังจากการจากไปของหญิงที่พวกเด็กๆเรียกว่าคริสติน่าพอดี
           เมล เด็กผู้หญิงในกลุ่ม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากความจริงนี้มากที่สุด เริ่มมีอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด จนเพื่อนในกลุ่มต้องเข้าไปประกบดูอาการ
          "เธอ... เป็นใคร?"
          คำถามของเมลทำให้ทุกคนในกลุ่มต้องพรั่นพรึง
 
          ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ผู้ที่บุกเข้ามาคือกลุ่มชายชุดดำและเด็กผมขาว ตาสีฟ้าอีกคนหนึ่ง
          "พวกแก อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะ"
          เด็กผมขาวผู้มาใหม่ทักทาย และพูดเป็นเชิงข่มขู่เด็กทั้งหกคนว่าให้ร่วมมือกับตนซะ 
          ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นภาพที่ประดับอยู่ทั่วห้อง
          ปฏิกิริยาที่แสดงออกมายามที่เขาเห็นภาพ ไม่ได้ต่างจากกลุ่มเด็กทั้งหกเลยแม้แต่นิด
 
          เด็กผมสั้นหัวหน้ากลุ่มหกคนออกคำสั่งเพื่อนในกลุ่มให้ฉวยโอกาสนี้หนีไปซะ
          ในช่วงจังหวะชุลมุน พวกเด็กๆก็หนีออกมาจากสถานพยาบาลได้หมด ยกเว้นแต่เมล เด็กผู้หญิงที่เริ่มความจำสับสน เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งตะโกนร้องเรียกเธอให้รู้สึกตัวอีกครั้ง ก่อนที่เด็กหัวหน้ากลุ่มจะตัดบทว่า
           "พอเถอะ นั่นไม่ใช่เมลอีกแล้ว"
 
          เด็กผมขาวที่บุกเข้ามามีสีหน้าพอใจที่ได้ตัวเมลไว้ อย่างน้อยคราวนี้เขาก็ไม่ได้มาเสียเที่ยว
 
     ปี 2012 หมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          111 ปี หลังจากการจากไปของเซราฟีน
      โทม่า เด็กหนุ่มชาวเกาะผู้เติบโตมาในครอบครัวชาวบ้านธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เท่าที่พึงจะมี
      เฮลก้า เด็กสาวที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นคนเก็บตัว ไม่พูดไม่จา เอาแต่วาดรูปเดิมๆ
          ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญ ในวันที่เฮลก้าหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็ก โดยมีชิตโตะ เพื่อนตัวเล็กเพียงคนเดียวในสถานเลี้ยงเด็กคอยช่วยเหลือ แต่เฮลก้าก็ถูกพบตัวและส่งกลับในวันเดียวกัน
          โทม่าผู้รักความถูกต้องเกิดความสนใจในตัวเธอขึ้นมาอย่างประหลาด จนถึงขนาดที่เห็นดีเห็นงามด้วยกับชิตโตะในการพาเธอหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็ก ที่เขาคิดว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่กักขังเธอไว้เป็นแน่
           เหตุการณ์ประจวบเหมาะเมื่อมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบนเกาะที่ตั้งของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในคืนนั้นพอดี
           ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กจึงได้โอกาสผลักภาระของตัวปัญหาอย่างเฮลก้าไปให้พ้นๆตัวด้วยการอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบขององค์กรรัฐที่เข้ามาปิดเกาะเพื่อสืบหานักโทษหลบหนี
           ในคืนนั้น โทม่า รวมถึงเฮลก้าและชิทโตะที่ถูกสถานเลี้ยงเด็กตัดหางปล่อยวัด ได้พบกับหนึ่งในนักโทษหลบหนีโดยบังเอิญก่อนที่นักโทษคนนั้นจะตายด้วยความชราภาพในวัย 24 ปี
 
           เรื่องไม่ชอบมาพากลพวกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร? มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กตัวเล็กๆทั้งสามคนจะค้นหาคำตอบได้เลย โทม่าได้แต่ทิ้งความสงสัยนั้นไว้ แล้วพาทั้งสองหนีไปยังเกาะไร้ผู้คนที่โทม่าใช้เป็นฐานลับของตัวเอง
           ที่ซึ่งโทม่าจะได้รู้จักเฮลก้าจริงๆ หลังจากที่เธอไม่เคยเอ่ยปากพูดกับเขาเลยแม้แต่คำเดียว
 
        จบบทนำแต่เพียงเท่านี้ จากนี้ไป ปริศนาที่เหลือ จะขอสปอยล์ด้วยการถมขาว สำหรับผู้ที่ยังอยากดูแบบไม่เสียอรรถรส และคิดว่ากำแพงนี้ไม่ยากเกินกว่าจะฝ่าอยู่ ควรจะข้ามไปหามาดูได้เลย
 
        นักโทษผู้ถูกช่วงชิงอนาคต
           100ปีก่อน กลุ่มเด็กแห่งเบฟอร์ท ได้ทิ้งหลักฐานการมีอยู่ชิ้นสำคัญของพวกตัวเองไว้ในที่เกิดเหตุ ผลึกสีดำจากกระบวนการ"ออโต้โซน" ที่ควรจะสลายไปตามธรรมชาติ กลับตกอยู่ในมือมนุษย์
           ผลึกสีดำผ่านการวิเคราะห์ต่างๆนาๆ จนกระทั่งมาถึงการแสกนด้วยรังสีเอกซ์
           ภาพอักขระที่ดูไม่เหมือนภาษาใดๆของโลกนี้ปรากฏขึ้นบนแผ่นรับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากระบวนการถอดรหัสนั้นทำให้คนบ้าคลั่งไปหลายคน จนกระทั่งมันเวียนมาถึงยุคของ ดร.เกร์ตา นักวิทยาศาสตร์หญิงสัญชาติเยอรมัน ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลในผลึกสีดำได้สำเร็จเป็นคนแรก
           มันเป็นแปลนของเครื่องจักรบางอย่างที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก
           สิ่งที่น่