anime

       สำหรับเจ้าของบล็อกแล้ว ซีซั่นนี้เริ่มขึ้นค่อนข้างเร็วกว่าซีซั่นอื่นเกือบเดือน เพราะการฉายล่วงหน้าแบบ exclusive ของ RDG (เดี๋ยวจะพูดถึงอีกที) ที่นำแบบฉายทีวีไป 3 ตอน แถมยังมี gargantia ที่แจก BD สองตอนแรกก่อนฉายอีกตะหาก จริงๆเห็นแค่ชื่อกับทีมงาน สองเรื่องนี้ก็ค่อนข้างจะกินขาดเรื่องอื่นๆในแง่ความคาดหวังไปแล้ว
 
       แต่พอได้ดูเรื่องที่ฉายก่อนชาวบ้านทั้งคู่นี่ อิมแพคกลับต่างกันแบบสิ้นเชิง
       Suisei no Gargantia  ตอบโจทย์สิ่งที่อยากเห็นเพิ่มจากใน PV ได้ครบครัน เป็นสองตอนแรกที่มีพลังดึงดูดคนดูสูงมาก แทบไม่มีอะไรให้ติ
       ส่วน RDG กลับกลายเป็นอิมแพคแห่งความงง 
       จนต้องไปตั้งกระทู้หาแนวร่วมงง [งง]RDG- Red Data Girl[งง] ในบอร์ดแฟนบอย
       แล้วจากความงง ก็กลายไปเป็นความรู้สึกอยากเอาชนะ แบบ ฉันต้องดูจนเข้าใจ ต้องเก็บโทรฟี่เรื่องนี้ให้ได้ แม้ว่า ยัยนางเอก(จำชื่อไม่ได้)จะน่ารำคาญ หรือมิยูกิคุง(ทำไมจำได้)จะขี้เหวี่ยงขนาดไหน ฉันก็จะผ่านมันไปให้ดู
 
       ระหว่างนั้นก็รอเรื่องอื่นฉายไปด้วย สัก5ตอน แล้วค่อยเริ่มเขียนentryตามปกติ   
       รอบนี้ที่ดูมา 5 ตอนแล้วยังไม่ได้ดรอป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ มีทั้งหมด 5 เรื่องครับ
 
เรื่องแรก RDG - Red Data Girl


     อนิเมที่เริ่มต้นจากอิมแพคของการดูไม่รู้เรื่อง ไปๆมาๆก็ดูไปซะ 9 ตอนเข้าไปแล้ว แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ยังไม่ได้ดรอปไปตั้งแต่ตอนแรกๆ มันต้องเป็นเพราะปาฏิหาริย์จาก ed เจ๊อิโต้มาสุมิ(คนเดียวกับที่ร้องedจินไท)แน่ๆ ที่ทำให้ไม่ตัดสินใจดรอปไปตั้งแต่ตอนนั้น
     บอกตามตรงว่าหลังจาก True Tears เจ้าของบล็อกดูอนิเมค่ายPA ไม่จบเลยสักเรื่อง RDG นี่อาจจะเป็นเรื่องที่สองจากรอบหลายปีที่ทำให้ดูจบ ต้องขอบคุณแฟนนิยายที่มาจุดไฟให้ความหวังในกระทู้เป็นระยะๆ อะไรนะ ทำไมไม่มีเรื่องย่องั้นเรอะ ย่อไปก็เท่านั้นแหละ ถ้าดูไม่รู้เรื่อง 
     ถ้าจะให้ตั้งชื่อใหม่ที่เห็นภาพชัดๆก็ต้องเป็น  Izumiko-san@wakaranai 
 
เรื่องที่สอง Suisei no Gargantia


     การ์กันเทีย หลังจากผ่านไป5ตอนแล้ว ยังไม่มีเค้าลางของหายนะใดๆในสไตล์คนเขียนบท(อุโรบุจิเก็น)ให้เห็นชัดเจน หรือรอบนี้ลุงแกตั้งใจจะเขียนแนวฮีลลิ่งจริงๆก็ไม่รู้ แต่ 3-4-5 นี่อารมณ์ต่างกับ 1-2 ที่เป็น pre-air มากโข ไม่มีฉากแอ็คชั่น ไม่มีเครียดซีเรียสกดดัน มีแต่ฉากชุ่มชื่นหัวใจ 
    ตัวเอกผู้พลัดหลงจากกองยานตัวเองระหว่างทำสงครามกับสัตว์ประหลาดอวกาศ ข้ามมิติมายังโลกที่สงบสุขราวกับสรวงสวรรค์ เดินเรื่องคล้ายๆ JRPG สมัยก่อน เดินคุยทำความรู้จักชาวบ้าน เก็บเควสใช้หนี้ท่วมหัว ระหว่างนั้นก็รวบรวมสมัครพรรคพวกไปปราบจอมมาร(?)อะไรทำนองนั้น
    แต่โดยชื่อคนเขียนแล้ว ยังไงๆความสงบสุขนี้ก็เป็น slow build ไปสู่อะไรที่โหดร้ายขนาดที่พ่อทหารหลงทัพของเราไม่อาจรับไหวเป็นแน่   น้ำตาของซุปเปอร์โซลเยอร์ผู้ไร้หัวใจมันช่างงดงามจริงๆ (จิ้น)
 
เรื่องที่สาม Devil Survivor 2 The Animation

 
     Devil Survivor 2 เป็นอนิเมจากเกมที่มีต้นตระกูลเป็นซีรีย์เมกะเท็น เช่นเดียวกันกับ Persona ที่เคยเป็นอนิเมก่อนหน้านี้  ต่างกันตรงที่ฉบับอนิเมของ DS2 นั้นตัดความตลกออกหมดเหลือแต่ความจริงจัง ดูฮู้ดหูกระต่ายของฮิบิกิคุงและแววตานั่นสิ!
     Note : คาราดีไซน์ของ DS2 (อ.ยาสุดะ)นั้น วาดสาวๆได้สะบรึมมาก โอโตเมะจังสุดยอด!
 
เรื่องที่สี่ Mushibugyo หน่วยพิฆาตแมลงอสูร

 
    เรื่องเดียวจากใน5เรื่อง ที่มีต้นฉบับภาษาไทยให้อ่านก่อนแล้วโดย SIC
    จริงๆแล้วมุชิบุเกียวนั้นก็เป็นอนิเมโชเน็นธรรมดาๆ ฉาย6โมงเย็นนี่แหละ ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ยกเว้นแต่เรื่องที่ว่ามันมีแนวเรื่องตรงกับอนิเมที่เจ้าของบล็อกชอบมากแต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีให้ดู อย่าง Ayakashi Ayashi หรือ Oh Edo Rocket!(อันหลังนี่มีLCแต่ออกแค่VCD) แม้จะเทียบกันได้ยาก แต่ก็พอดูแก้ขัดไปได้
 
    สองเรื่องที่ยกมานั้นเป็นเรื่องที่ใช้เอโดะเป็นฉากหลัง และหยิบยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาเสริมแต่งเป็นเรื่องราว อย่างอายาคาชิก็จะเป็นองค์กรเบื้องหลังที่ทำหน้าที่กำจัดปิศาจ ส่วนโอ้เอโดะ ก็จะเป็นเรื่องของช่างทำดอกไม้ไฟและมนุษย์ต่างดาวสาวสวยที่มาขอร้องให้สร้างดอกไม้ไฟที่จะบินไปถึงดวงจันทร์
 
    มุชิบุเกียวนั้นใช้เซทติ้งเอโดะเหมือนกัน แต่เป็นเอโดะที่โดนแมลงยักษ์เข้าจู่โจมไม่เว้นวัน แถมศัพท์แสงในเรื่องก็ออกจะวัยรุ่นเสียอีก ไม่ได้โบราณอย่างสองเรื่องบน และถึงจะบอกว่าดูแก้ขัด แต่งานนั้นดีกว่าที่คิดมาก 
    ส่วนที่ใช้รูปฮิบาชิก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรหรอก แค่ท่านมุชิบุเกียวนางเอกตัวจริงยังไม่ออกเท่านั้นเอง เลยต้องดูฮิบาชิไปพลางๆระหว่างรอ ตอนนี้นางเอกตัวจริงโผล่มาแค่ไรผมกับเสียงกระดิ่ง
    อ้อ ฮิบาชินี่(CV:Ookubo Rumi) ใช้คนพากย์เดียวกับจอมมารน้อยโอดะ โนบุนางะในเซนคอลฯด้วยนะ
     (นี่คือตัวอย่างของการบ่นแต่ก็ดู-ซึนเดเระ)
 
 
เรื่องที่ห้า Valvrave the Liberator

 
    อนิเมที่จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว ณ ตอนนี้ ว่ามันจะเอาแนวไหนกันแน่ เนื้อเรื่องนั้นก็... ดูเอาสนุกได้ถ้าไม่คิดอะไรมาก ย้ำว่าต้องไม่คิดอะไรมากจริงๆ แถมการอ้างเหตุผลที่มาที่ไปในเรื่องนั้น ยังแพ้กระทั่งอนิเมปี2004ที่เพิ่งรีวิวไปล่าสุดแบบขาดลอยเสียอีก ที่บอกว่าเป็นคนเขียนกีอัสนั้น ขอโทษจริงๆ หรือตอนนั้นจะเป็นแค่ฟลุ๊ก 
    ทำไมถึงได้ดูต่อ คงเพราะ op กับ ed ละมั้ง โบคุจาไนยยยยยยยย มันติดหูจริงๆ
 
------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
เรื่องอื่นที่ดูแต่ยังไม่ถึงตอน5 ไททัน, อาซาเซล2, มุโรมิ
เรื่องอื่นที่ตั้งใจจะดู แต่ยังไม่ดู ฮามาจิ, จอมมารแม็ค
เรื่องที่นอกเหนือจากสองกลุ่มบน HxHภาคมด
 
 
     จุดเริ่มต้นของการหยิบเรื่องนี้มารีวิว คือคำถามที่เกิดขึ้นหลังดู Shinsekai Yori จบครับ คำถามนั้นก็คือ ยังมีอนิเมไซไฟเนื้อหาแน่นๆ ดราม่าหนักๆ ความยาว24ตอน+ เหลืออยู่อีกรึเปล่า? เพราะก่อนหน้านั้นนึกออกแค่ Noein ที่ดูจบไปตั้งหลายรอบแล้ว
     ผลลัพธ์ที่ได้จากการถามใน Irc ก็คือ Fantastic Children อนิเมปี2004 ปีเดียวกับพรีเคียวและนาโนฮะภาคแรก ลบเลข2013 ก็คือ 9 ปีที่แล้ว
     แต่คุณพระช่วย! เฉพาะคาราดีไซน์นี่... น่าจะบวกเพิ่มไปได้อีกสักสิบปี... (มีภาพประกอบด้านล่าง)
     ครั้งแรกที่เปิดขึ้นมา ดูแค่ op กับ ed แล้วก็ปิดยาวไปเลย
 
     กำแพงมันช่างสูงล้ำจริงๆ 
     หนึ่งเดือนกว่าๆผ่านไปถึงได้หยิบมาดู
 
     เมื่อก่อนนี้เคยมีหลายเรื่องที่เจ้าของบล็อกดูตอนแรกจบแล้วลบทิ้งจากความทรงจำทันที เพราะกำแพงที่ว่า
     กำแพงนั้นอาจเกิดขึ้นได้จาก
     1.การกำกับที่ไม่เป็นมิตรกับคนดู (ซึ่งบางครั้ง ย้ำ! บางครั้งจะได้ผลตรงกันข้าม)
     2.คุณภาพงานระดับหักคอแฟนผลงาน
     3.เพลงเปิดทำลายโสตประสาท
     และอื่นๆ
 
     สำหรับ Fantastic Children นั้นเป็นกำแพงที่เกิดจากคาราดีไซน์อนิเม ที่เจ้าของบล็อกเคยคิดว่าได้ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีระดับที่เหนือกว่านั้นอยู่อีก!
     ไม่ต้องพูดถึง2013 แม้แต่เมื่อ9ปีที่แล้วตอนที่ฉายก็เถอะ มันเหมือนอนิเมที่หลุดมาจากยุค80-90 ท่ามกลางยุคกำเนิดของดาวค้างฟ้าในปัจจุบันอย่างนาโนฮะหรือพรีเคียวเลยนะ 
 
     แต่อุปสรรคอย่างกำแพงเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นคนที่จะทำลายมันได้ก็คือเราเอง
     มันไม่ใช่การหลอกตัวเองเพราะความผิดหวังหลังจากการอวยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูแล้วออกมาห่วย
     เพราะเจ้าของบล็อกไม่เคยรู้จักกับ Fantastic Children ในรูปแบบใดๆมาก่อน 
     คราวนี้จึงนับเป็นประสบการณ์ใหม่ บนเลเวลใหม่ที่ยังไม่เคยบุกเบิก
     Fresh start ยังไงล่ะ!
 
     เกริ่นพอแล้ว เริ่มกันเลยดีกว่าครับ
 
    บทนำสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหม่
       บุตรแห่งเบฟอร์ท ฉายาที่ตั้งให้กับกลุ่มเด็กลึกลับผมสีขาว ตาสีฟ้า ที่มีรายงานการพบเห็นตามสถานที่ต่างๆในยุโรปตั้งแต่ช่วงปี 14xx เป็นต้นมา เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของผู้ค้นหาคำตอบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  สถานที่และยุคสมัยในการปรากฏตัว เป้าหมายที่แท้จริง ล้วนแต่เป็นปริศนาดำมืดที่ขบไม่แตกมากว่าร้อยปี
 
   เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องในตอนแรก ถูกเสนอผ่านมุมมองของเหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ทที่ว่า
 
      ปี 1853 ประเทศฮอลแลนด์
           คอนราด เรินต์เกน ในวัย 8 ขวบกำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามโดยอะไรบางอย่าง ฝันร้ายที่มีรูปร่างเหมือนเงาดำไล่ตามเขามาตลอด แม้แต่ในยามที่เขาลืมตาตื่น
           เช้าวันหนึ่ง เขาก็ได้รับจดหมายที่ไม่ได้ระบุผู้ส่ง ในจดหมายนั้นมีภาพวาดของอะไรบางอย่างที่คล้ายกับดวงจันทร์และดวงดาวประทับอยู่บนเสาต้นใหญ่
           มือของคอนราดที่ถือรูปนั้นเอาไว้สั่นระริก เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นจากใบหน้าถอดสี มันเป็นเป็นรูปของสิ่งที่เขาไม่มีวันลืม ความทรงจำจากอดีตที่ยาวนานกำลังจะกลับมาหาเขาอีกครั้ง
 
           คอนราดตัดใจทิ้งภาพนั้นและลืมมันไป
           แต่อดีตที่เขาพยายามหนี ก็ตามหาตัวเขาจนพบ
 
           ในวันฝนพรำ ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากไปซื้อของกับน้องชาย กลุ่มเด็กลึกลับผมสีขาว ตาสีฟ้าทั้ง6 ก็มาปรากฏตัวต่อหน้า และเรียกเขาด้วยชื่อที่ไม่ใช่คอนราด
           "พารุซ่า"
           พวกเขาทวงถามคอนราดว่า ทั้งที่ได้บัตรเชิญแล้ว ทำไมถึงยังไม่มา แต่กลับได้รับคำตอบเป็นเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังจากคอนราดว่าไม่เอาแล้ว พอกันที เขาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว จะขออยู่ที่นี่
           "ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ พารุซ่า"
           เด็กผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม
           คอนราดโต้ตอบคำพูดนั้นกลับด้วยท่าทีเหนื่อยล้าหมดความอดทนก่อนจะทรุดลงกับพื้น
           "คนอ่อนแอ คนทรยศ! ถ้าเธอไม่อยู่แล้วฉันล่ะ ฉันจะเป็นยังไงล่ะ!" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มตัดพ้อทั้งน้ำตา ขณะที่เขย่าตัวคอนราดที่ไร้เรี่ยวแรง 
           "ยืนขึ้น พารุซ่า"
           เด็กผมสั้นที่ดูจะเป็นหัวหน้ากลุ่มออกคำสั่ง
           สิ้นเสียงนั้น แม่ของคอนราดที่ตามมาทีหลังก็เข้ามากอดลูกชายที่ร้องไห้จนตัวโยนเอาไว้
           กลุ่มเด็กผมขาวได้แต่มองอดีตพรรคพวกตัวเองด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะตัดใจแล้วผละไปจากที่แห่งนั้น
 
           เด็กผู้หญิงคนเดิมหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า
           "ลาก่อน คอนราด... คอนราด เรินต์เกน"
 
    ปี 1901 ประเทศสวีเดน 
           คอนราด เรินต์เกน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในฐานะผู้ค้นพบรังสีเอกซ์  การค้นพบครั้งนี้แม้จะเป็นไปด้วยเหตุบังเอิญ แต่ก็สร้างคุณูปการให้แก่วงการวิทยาศาสตร์โลกอย่างมากมาย เพราะสามารถต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่ๆได้อย่างไม่จบสิ้น 
 
    ปี 1901 หมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          วันนี้ สถานพยาบาลแคลร์มอนต์ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวนอกตัวเมือง ก็ยังเงียบสงบเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา
          ในวันนี้ หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
          ในห้องของเธอ เต็มไปด้วยภาพวาดที่ไม่รู้ความหมาย เป็นภาพของอะไรบางอย่างที่คล้ายกับดวงจันทร์และดวงดาวประทับอยู่บนเสาต้นใหญ่ 
           มันเป็นภาพเพียงแบบเดียวที่เธอวาดมาทั้งชีวิต
 
           เสียงเคาะประตูห้องผู้ป่วยดังขึ้นอย่างร้อนรน กลุ่มเด็กผมขาวทั้ง 6 คน ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
           พวกเขาเรียกหาหญิงสาวที่นอนสิ้นใจอยู่บนเตียงด้วยชื่อที่ไม่ใช่ของเธอ
           "ทีน่า!"
           แพทย์ประจำตัวหญิงผู้นั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่าพวกเขาเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เพราะผู้หญิงคนนี้ มีชื่อว่า "เซราฟีน"
           เหล่าเด็กผมขาวรู้ตัวว่าพวกเขามาถึงช้าไป  ก่อนจะหันไปมองรอบห้องที่มีรูปวาดแบบเดียวกันวางอยู่เต็มไปหมด นั่นยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกสะท้อนใจ         
           ปีเกิดของหญิงที่สิ้นลมอยู่เดียวดายบนเตียงผู้ป่วย ตรงกันกับ 100ปีหลังจากการจากไปของหญิงที่พวกเด็กๆเรียกว่าคริสติน่าพอดี
           เมล เด็กผู้หญิงในกลุ่ม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากความจริงนี้มากที่สุด เริ่มมีอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด จนเพื่อนในกลุ่มต้องเข้าไปประกบดูอาการ
          "เธอ... เป็นใคร?"
          คำถามของเมลทำให้ทุกคนในกลุ่มต้องพรั่นพรึง
 
          ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ผู้ที่บุกเข้ามาคือกลุ่มชายชุดดำและเด็กผมขาว ตาสีฟ้าอีกคนหนึ่ง
          "พวกแก อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะ"
          เด็กผมขาวผู้มาใหม่ทักทาย และพูดเป็นเชิงข่มขู่เด็กทั้งหกคนว่าให้ร่วมมือกับตนซะ 
          ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นภาพที่ประดับอยู่ทั่วห้อง
          ปฏิกิริยาที่แสดงออกมายามที่เขาเห็นภาพ ไม่ได้ต่างจากกลุ่มเด็กทั้งหกเลยแม้แต่นิด
 
          เด็กผมสั้นหัวหน้ากลุ่มหกคนออกคำสั่งเพื่อนในกลุ่มให้ฉวยโอกาสนี้หนีไปซะ
          ในช่วงจังหวะชุลมุน พวกเด็กๆก็หนีออกมาจากสถานพยาบาลได้หมด ยกเว้นแต่เมล เด็กผู้หญิงที่เริ่มความจำสับสน เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งตะโกนร้องเรียกเธอให้รู้สึกตัวอีกครั้ง ก่อนที่เด็กหัวหน้ากลุ่มจะตัดบทว่า
           "พอเถอะ นั่นไม่ใช่เมลอีกแล้ว"
 
          เด็กผมขาวที่บุกเข้ามามีสีหน้าพอใจที่ได้ตัวเมลไว้ อย่างน้อยคราวนี้เขาก็ไม่ได้มาเสียเที่ยว
 
     ปี 2012 หมู่เกาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          111 ปี หลังจากการจากไปของเซราฟีน
      โทม่า เด็กหนุ่มชาวเกาะผู้เติบโตมาในครอบครัวชาวบ้านธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เท่าที่พึงจะมี
      เฮลก้า เด็กสาวที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นคนเก็บตัว ไม่พูดไม่จา เอาแต่วาดรูปเดิมๆ
          ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญ ในวันที่เฮลก้าหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็ก โดยมีชิตโตะ เพื่อนตัวเล็กเพียงคนเดียวในสถานเลี้ยงเด็กคอยช่วยเหลือ แต่เฮลก้าก็ถูกพบตัวและส่งกลับในวันเดียวกัน
          โทม่าผู้รักความถูกต้องเกิดความสนใจในตัวเธอขึ้นมาอย่างประหลาด จนถึงขนาดที่เห็นดีเห็นงามด้วยกับชิตโตะในการพาเธอหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็ก ที่เขาคิดว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่กักขังเธอไว้เป็นแน่
           เหตุการณ์ประจวบเหมาะเมื่อมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบนเกาะที่ตั้งของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในคืนนั้นพอดี
           ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กจึงได้โอกาสผลักภาระของตัวปัญหาอย่างเฮลก้าไปให้พ้นๆตัวด้วยการอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบขององค์กรรัฐที่เข้ามาปิดเกาะเพื่อสืบหานักโทษหลบหนี
           ในคืนนั้น โทม่า รวมถึงเฮลก้าและชิทโตะที่ถูกสถานเลี้ยงเด็กตัดหางปล่อยวัด ได้พบกับหนึ่งในนักโทษหลบหนีโดยบังเอิญก่อนที่นักโทษคนนั้นจะตายด้วยความชราภาพในวัย 24 ปี
 
           เรื่องไม่ชอบมาพากลพวกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร? มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กตัวเล็กๆทั้งสามคนจะค้นหาคำตอบได้เลย โทม่าได้แต่ทิ้งความสงสัยนั้นไว้ แล้วพาทั้งสองหนีไปยังเกาะไร้ผู้คนที่โทม่าใช้เป็นฐานลับของตัวเอง
           ที่ซึ่งโทม่าจะได้รู้จักเฮลก้าจริงๆ หลังจากที่เธอไม่เคยเอ่ยปากพูดกับเขาเลยแม้แต่คำเดียว
 
        จบบทนำแต่เพียงเท่านี้ จากนี้ไป ปริศนาที่เหลือ จะขอสปอยล์ด้วยการถมขาว สำหรับผู้ที่ยังอยากดูแบบไม่เสียอรรถรส และคิดว่ากำแพงนี้ไม่ยากเกินกว่าจะฝ่าอยู่ ควรจะข้ามไปหามาดูได้เลย
 
        นักโทษผู้ถูกช่วงชิงอนาคต
           100ปีก่อน กลุ่มเด็กแห่งเบฟอร์ท ได้ทิ้งหลักฐานการมีอยู่ชิ้นสำคัญของพวกตัวเองไว้ในที่เกิดเหตุ ผลึกสีดำจากกระบวนการ"ออโต้โซน" ที่ควรจะสลายไปตามธรรมชาติ กลับตกอยู่ในมือมนุษย์
           ผลึกสีดำผ่านการวิเคราะห์ต่างๆนาๆ จนกระทั่งมาถึงการแสกนด้วยรังสีเอกซ์
           ภาพอักขระที่ดูไม่เหมือนภาษาใดๆของโลกนี้ปรากฏขึ้นบนแผ่นรับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากระบวนการถอดรหัสนั้นทำให้คนบ้าคลั่งไปหลายคน จนกระทั่งมันเวียนมาถึงยุคของ ดร.เกร์ตา นักวิทยาศาสตร์หญิงสัญชาติเยอรมัน ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลในผลึกสีดำได้สำเร็จเป็นคนแรก
           มันเป็นแปลนของเครื่องจักรบางอย่างที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก
           สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือการวิจัยที่ดูไร้ความหมายนี้ กลับมีทุนสนับสนุนจากรัฐบาลต่อเนื่องมาเกือบร้อยปี และเมื่อการถอดรหัสสำเร็จ เป้าหมายขององค์กรนี้ก็ก้าวไปสู่ขั้นต่อไปคือการสร้างเครื่องต้นแบบ และทดลองใช้ กลุ่มผู้เข้ารับการทดลองรุ่นแรกคือนักบินหนุ่มสาวทั้ง5 ที่ถูกองค์กรบอกว่าเป็นการทดสอบอุปกรณ์การบินแบบใหม่
           2 จาก 5 คน เสียชีวิตในการทดลอง อีก3 หนีออกมาจากสถานีทดลองได้ และเสียชีวิตในภายหลัง ขณะที่ร้องเรียกหาคนสำคัญของตนที่จากโลกนี้ไปแล้วราวกับว่าเขาหรือเธอมารอรับอยู่
           อาจพูดได้ว่ามันเป็นอาการภาพหลอนจากอดีตของคนใกล้ตาย
           แต่ภาพนั้นกลับปรากฏให้เฮลก้าเห็นขณะที่อยู่ข้างกายนักโทษหญิงคนนั้นด้วย
           และมันก็ปรากฏในวิดีโอที่บันทึกภาพวาระสุดท้ายของนักโทษอีกคนเช่นกัน
 
           แต่สำหรับคีชเนอร์ นักโทษผู้เคราะห์ร้ายคนสุดท้าย กลับไม่เป็นเช่นนั้น กำลังใจที่เข้มแข็งที่พาเขากลับไปหาน้องสาวผู้ตาบอด ได้ทำให้เขากลายไปเป็นสิ่งอื่น 
           คีชเนอร์แบกร่างกายที่ชราภาพของตัวเองกลับไปหาน้องสาวและจัดการสังหารคนที่ทำร้ายเธอจนหมดบ้านด้วยวิธีการแปลกประหลาด เหยื่อผู้เสียชีวิตทุกคนมอดไหม้เป็นตอตะโกไปพร้อมกับบ้านราวกับถูกฟ้าผ่า
           ประวัติศาสตร์ที่เหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ทหวาดกลัวกำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง... 
 
        Zone
           หลังจากแผนการล่อจับตัวคีชเนอร์ประสบความล้มเหลว ในระดับที่วิญญาณของเป้าหมายแตกสลาย อากิหัวหน้ากลุ่มเด็กผมขาวได้สำทับผู้รับผิดชอบการทดลองอย่าง ดร.เกร์ตาที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ว่าอย่าได้เข้ามายุ่งกับZoneอีก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะไปก้าวก่ายด้วยตั้งแต่แรก
          Zone คือปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จำเพาะต่อดวงดาวแต่ละดวง และเป็นสถานที่ที่วิญญาณจะเดินทางไป เรียกได้อีกอย่างว่าโลกแห่งความตาย
          วิทยาการอย่าง Autozone ก็คือการบังคับย้ายวิญญาณร่างต้นผ่านZone ให้ไปอยู่ในร่างใหม่
          เป็นสิ่งที่บุตรแห่งเบฟอร์ทกระทำซ้ำๆมาอย่างต่อเนื่องมาหลายร้อยปี
          ออโต้โซนอาจดูเหมือนวิทยาการที่ไขความลับสู่ความเป็นอมตะ แต่สำหรับพวกบุตรแห่งเบฟอร์ทนั้นไม่ใช่
          เพราะพวกเขาไม่ได้ย้ายวิญญาณเพราะร่างเดิมหมดอายุขัย แต่ย้ายเพื่อคงสภาพความทรงจำเดิมไม่ให้เสื่อมสภาพ
          ความทรงจำจากสถานที่อันแสนไกล ที่กำหนดไว้ให้ตามหาใครคนหนึ่ง  
 
        พบกันอีกครั้ง
          111ปีหลังจากการจากไปของเซราฟีนผู้โดดเดี่ยว ดวงวิญญาณที่คลาดกับเหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ทในวันนั้น บัดนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเฮลก้า
          เป็นครั้งแรกที่เฮลก้าที่กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก เอาแต่วาดรูปสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก ได้รับฟังเรื่องราวอันเหลือเชื่อของตนเอง 
          เรื่องตัวจริงของเธอ
          ความหมายของภาพที่เธอวาด
          และสถานที่ที่รอเธอกลับไป
          แต่โทม่ากลับหัวเราะ และบอกว่าเรื่องพวกนี้มันจะจริงได้อย่างไร ในเมื่อเขาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นสิ่งที่อยู่ในภาพของเธอมาก่อน
          เหล่าเด็กผมขาวไม่ได้ตั้งใจจะบังคับให้พวกเฮลก้าเชื่อในทันที พวกเขาอยากให้เธอได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดเองเสียก่อน จึงตัดสินใจย้อนกลับไปยังสถานพยาบาลแคลร์มอนต์ ที่ตอนนี้กลายเป็นซากปรักหักพังจากร้อยปีก่อน เพื่อฟื้นความทรงจำในสมัยที่ยังเป็นเซราฟีน คริสติน่า และ... องค์หญิงทีน่า
          อดีตชาติของเฮลก้า
 
        สองร้อยล้านปีแสง
          ว่าจะเขียน แต่คิดๆไปอีกทีอย่าเขียนดีกว่า... 
       
        มาถึงตรงนี้แล้ว ยังมี Major spoil เหลืออยู่พอควร แต่ก็เป็นเรื่องของตอนจบแล้ว เรื่องราวทั้งหมดจะขมวดปมไปสู่ตอนจบยังไง  ขอเหลือไว้ให้คนที่อ่านยาวมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่ตัดสินใจดู ไปหามาดูกันเองแล้วกันครับ
 
        เข้าสู่ส่วนรีวิวบ้าง
          เทียบกันในแง่ของไซไฟแล้ว Fantastic Children ดูจะเป็นไซไฟยุคแรกๆมากกว่า Noein และ Shinsekai Yori คือใช้ปมของไซไฟในการเดินเรื่อง แต่ไม่อธิบายกลไกของมันมากนัก วิทยาการในเรื่องจะเป็นเหมือนกล่องดำ ที่มันทำงานได้เพราะมันเป็นเช่นนั้น พวกนี้จะเป็นเอกลักษณ์ของนิยายไซไฟยุคเก่าที่ข้อมูลเชิงลึกที่ใช้อธิบายยังมีจำกัด แต่จะได้ส่วนที่เป็นจินตนาการล้วนๆมาแทน  ยกตัวอย่างก็เหมือนกับ Tablet ที่ปรากฏอยู่ในนิยายไซไฟยุค60 อย่าง 2001 Space Odyssey ซึ่งถ้ามันเป็นนิยายสมัยนี้ ก็คงต้องอธิบายกันไปอีกอย่างว่าพัฒนาไปจากรุ่นที่เราๆมีใช้กันทุกวันอย่างไร ในขณะที่ของเก่ามันไม่ต้องทำอย่างนั้น
 
          ซึ่งพอมันเป็นไซไฟยุคเก่า มันก็จะมีข้อเสียของไซไฟยุคเก่าตามมาอย่างช่องโหว่ของเรื่องที่ยังเป็นแบบเก่าๆ แต่มันโอเคนะ ถ้าดูแล้วไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างที่พูดไว้ตอนแรก งานมันดูเก่าเกิน2004เพราะคาราดีไซน์ ดังนั้นเราจะติ๊ต่างว่าเป็นอนิเมยุค90 ก็ยังได้ (ถ้าเป็น90นี่ เรื่องนี้จะเด่นขึ้นมาเลยทีเดียว)
 
          ส่วนแรกที่ทำให้มองข้ามช่องโหว่เล็กๆพวกนี้ไปได้เลยคือ ปริศนายิบย่อยที่กระจายอยู่ทั้งเรื่อง พวกนี้จะมีการอ้างเหตุผล มีคำอธิบายเตรียมไว้หมด และจะค่อยๆเผยออกมาตามเนื้อเรื่อง จนสุดท้ายจะขมวดไปสู่ตอนจบ การเดินเรื่องแบบสืบสวนสอบสวนนี่ล่ะที่ทำให้การเล่าต่อให้คนอื่นฟังเป็นเรื่องยาก  บางอย่างที่เป็นเหตุการณ์เล็กๆในตอน1 มาเฉลยเอาก่อนจะจบแล้วจะรู้สึกเลยว่าไม่ได้แถ เพราะมีจุดสังเกตให้ตลอดทั้งเรื่อง แต่คิดไม่ถึงกันเอง
 
         ส่วนที่สองคือดราม่า เนื้อเรื่องมันหนักเกินอายุของกลุ่มตัวเอกที่อยู่ในวัย 11 ขวบไปไกล หลานเจ้าของบล็อกอายุ10ขวบแล้วมันยังเอาแต่เล่นไอแพด อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเอาแต่หาคลิปของเล่นดูในยูทิวบ์ทั้งวันอยู่เลย แต่เด็กๆในเรื่องนี้มันไม่ใช่ ...ขอยกประโยคที่เคยพูดตอนรีวิวเดนปะอนนะมาพูดใหม่ ว่าตัวเอกพวกนี้มันเหมือนคนที่ใช้ชีวิตไปแล้วรอบนึงแล้วกลับมาเริ่มใหม่ เด็กอะไรจะคิดได้ขนาดนี้ ไม่มีหรอก
 
         และเนื่องจากอนิเมเรื่องนี้มีความยาวถึง26ตอน ดราม่าที่ใช้เวลาผูกเรื่องมาเป็นสิบตอนจึงมีพลานุภาพที่ค่อนข้างรุนแรงยามที่แผลงฤทธิ์ ทำเอาเจ้าของบล็อกทรุดเอาได้ง่ายๆ โชคดีที่รอบนี้ทำไดอารี่รีแอคชั่นตอนดูไว้ด้วย ใครสนใจก็กดเอาตามลิงค์ครับ สปอยล์เล็กน้อยถึงปานกลาง
 
        เนื้องานคงไม่ขอวิจารณ์เพราะเกินขอบเขตของเกณฑ์ที่ใช้กับเรื่องอื่นไปไกล ถ้าใช้เกณฑ์ของปี90 จะให้เป็นระดับ Masterpiece  ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปดูเรื่องนี้ในยุคนั้น(2004) แล้วกลับมาดูใหม่ตอนนี้อีกรอบ คงจะเขียนได้ดีกว่านี้ครับ  ที่ต้องชมจริงๆคือ 9ปีผ่านมาแล้วยังอิมแพคแรงไม่ตก นับว่าเป็นผลงานที่ข้ามกาลเวลาได้จริงๆ
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะนำตัวละคร ฉบับ 3:4
----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
กลุ่มตัวเอกทั้งสาม
 
 
ชื่อ : Helga
CV : Kawaragi Shiho
Comment : เฮลก้าเป็นตัวละครที่ต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักนานมาก เพราะช่วงแรกเธอแทบจะไม่พูดอะไรเลย เอาแต่ปิดใจแล้ววาดภาพเดิมๆไปวันๆ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่มีช่องว่างในใจให้ใครทั้งนั้น 
 
 
ชื่อ : Thoma
CV : Minagawa Junko
Comment : โทม่าพระเอกของเรื่อง ผู้หาญกล้าฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฮลก้า  มีพ่อเป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้เอาไว้ใช้ลุยตอนฉากบู๊ ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดที่ดูเกินๆไปนิด อะไรมันจะเก่งขนาดนั้น เอาเถอะ ถ้าไม่เป็นมวยก็คงทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ต้องไปฝ่ากำแพงน้ำแข็งเฮลก้าหรอก เพราะขนาดลิงที่ตัวเองเลี้ยงยังเมิน เรียกว่าโง่และบ้าจนน่าสงสารเลยล่ะ
 

ชื่อ : Chitto
CV : Kobayashi Kei
Comment : เพื่อนคนแรกและคนเดียวของเฮลก้าในสถานเลี้ยงเด็ก  เทียบเสกลแล้วน่าจะเป็นคนที่เครียดน้อยสุดในเรื่องแล้วล่ะ
 
 
บุตรแห่งเบฟอร์ท
 

ชื่อ : Ahgi
CV : Urata Yuu
Comment : อากิ ผู้นำกลุ่ม เยือกเย็น เด็ดขาด ท่าทางเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้ตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะคิดอยู่เสมอว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง
 

ชื่อ : Tarlanto
CV : Yaguchi Asami
Comment :ทาร์แลนโต เป็นคนแรกที่พบกับพวกโทม่า และก็ซัดกันตามระเบียบ เพราะจุดเดือดต่ำพอกันทั้งคู่ หรือจริงๆที่สนิทกันเร็วอาจจะเป็นเพราะแบบนี้?
 

ชื่อ : Hasmodye
CV : Matsumoto Sachi
Comment : ข้อต่อโซ่ที่เปราะบางที่สุดในกลุ่มหลังจากการจากไปของพารุซ่าและเมล พร้อมจะเสียตัวตนได้ทุกเมื่อ ที่อยู่มาได้ถึงตอนนี้คงต้องเรียกว่าฝืนตัวเองมานานมาก 
 

ชื่อ : Hesma
CV : Harasawa Katsuhiro
Comment : ฮิสุมะเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มที่กล้าพูดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้แท่งความทรงจำเพื่อรักษาสภาพความจำไว้  เพราะเขาสาบานด้วยเกียรติของตัวเองว่าจะไม่มีวันไว้ใจมนุษย์หน้าไหน เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียวเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่กลายเป็นบุตรแห่งเบฟอร์ท และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป
 

ชื่อ : Paruza
CV : Suzuki Chihiro
Comment : พารุซ่า สมาชิกที่ถอนตัวออกจากกลุ่มไปตั้งแต่ตอนแรก และกลับไปสู่ชีวิตของคนปกติ ลืมเรื่องราวในฐานะบุตรแห่งเบฟอร์ทจนหมดสิ้น กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก นามว่า วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบรังสีเอ็กซ์
 

ชื่อ : Mel
CV : Sakamoto Maaya
Comment : สาวน้อยผู้มีความหลังฝังใจกับพารุซ่าในฐานะคนรักเก่า สภาพจิตใจดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆนับแต่วันที่บอกลา จนกระทั่ง...วันที่เธอสูญเสียตัวตน
 

ชื่อ : Soreto
CV : Takaguchi Yukiko
Comment : สาวน้อยอีกคนในกลุ่ม ท่าทีแข็งกร้าวเป็นผู้นำแบบเดียวกับอากิ  เป็นคนเดียวในกลุ่มที่รับหน้าที่ดูแลประคับประคองเมลที่เปราะบาง ไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนไหวให้ใครเห็นเลย นอกจาก(  ) กับ (  )
        
ตัวละครที่อยู่นอกเหนือสองกลุ่มบน
 
 
ชื่อ : Duma
CV : Hanawa Eiji
Comment : ในปี1901 เขาเป็นเด็กผมขาวตาสีฟ้า แต่ในปี2012 เขากลับมาในร่างของชายหนุ่ม สวนทางกับทฤษฎีที่ว่าด้วยเหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ทที่ไม่เคยโต  111ปีที่หายเงียบไป ดิวม่าก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขากลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรรัฐที่ค้นคว้าวิจัยโซน มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นคนสนิทของเชื้อพระวงศ์
                  และยังไม่เคยลืมความแค้นที่มีต่อเหล่าบุตรแห่งเบฟอร์ท
 
 
 
โปรไฟล์นี่มันอะไร ล่าข้ามศตวรรษ?
------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. ทำใจเขียนถึงสปอยล์ครึ่งหลังไม่ได้จริงๆครับ อยากให้เห็นด้วยตาตัวเองมากกว่า รอบนี้อาจจะดูฮาร์ดคอร์ไปหน่อย แต่รับรองว่าดูไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน  26ตอน เชื่อมั่น! เราทำได้! (ฟังดูเป็นแคมเปญจน์อะไรสักอย่าง)
 
ปล2. รอบนี้ CV หลุดยุคเยอะ(เว้นเจ๊มายะกับคนพากย์เฮลก้าและโทม่า) ขอเว้นไม่ลงผลงานเก่านะเออ


[Review] Sasami-san@Ganbaranai

posted on 09 Apr 2013 16:26 by bekung  in anime  directory Cartoon, Entertainment, Asian
 
   จบไปอีกเรื่องสำหรับอนิเมที่เฝ้ากันข้ามปีสำหรับเจ้าของบล๊อก แม้ตอนประกาศค่ายทำจะมีให้ลุ้นอยู่บ้างว่าจะเกิดแฟนคลับกลุ่มที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาแบบมาโดกะรึเปล่า แต่พออนิเมฉายก็รู้สึกโล่งใจ เพราะด้วยการกำกับและเนื้อเรื่องในช่วงแรก สามารถปัดเป่าแฟนคลับเหล่านั้นให้หายไปจากสารบบกว่า 90 %
 
    ที่พูดเรื่องสตูดิโอมาก่อนก็เพราะว่าชาฟท์ ตั้งแต่ยุคหลังบาเกะโมโนฯ(2009)เป็นต้นมานั้น กลายเป็นสตูดิโอที่เป็นที่จับตามองไม่ว่าจะหยิบเรื่องอะไรมาทำ ทั้งจากแฟนกลุ่มใหม่ๆของชาฟท์และแฟนๆค่ายอื่นที่หมั่นไส้ เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดสงครามแฟนบอย เชียร์กันเสมือนแมนยูฯ กับลิเวอร์พูล ปานนั้นเชียว
    จุดตัดสินว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในแต่ละซีซั่นนั้นก็วัดกันที่ยอดขาย ซึ่งความพ่ายแพ้ของซาซามิที่แผ่นแรกได้ยอดแค่1700 นั้นก็กลายเป็นที่สะใจของแฟนบอยอีกค่ายเป็นอย่างยิ่ง โดยหารู้ไม่ว่า แฟนคลับชาฟท์ส่วนหนึ่งกลับรู้สึกดีใจที่มันเจ๊ง คอยแช่งชักหักกระดูกทุกวันขอให้มันขายไม่ออก มันจะได้กลับสู่ยุคชาฟท์ในตมที่ไม่เตะตาใคร นอกจากแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ดูเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวดีใช่มั้ยล่ะ
    ช่วงที่ตอนแรกฉาย เจ้าของบล๊อกเคยได้อ่านความเห็นของแฟนบอยฝั่งตรงข้ามท่านหนึ่ง ที่แขวะว่า ชาฟท์ก็ยังคงทำแต่อนิเมบูชาโอตาคุ ขายพวกบ้าน้องสาว รู้มั้ยครับว่าผมรู้สึกยังไง
    มันเป็นความรู้สึกที่พึงพอใจจากส่วนลึก ว่าไอ้คนอย่างนี้คงไม่มีวันเข้าถึงซาซามิได้ ทำให้รู้สึกสบายใจไปเปลาะหนึ่งว่าไม่ต้องทนกับการถูกอวยอย่างไม่ลืมหูลืมตาจากพวกนี้ที่จะกลับใจมาในภายหลัง ตอนที่มันกลายเป็นกระแส
 
    ยาวไปไม่อ่าน : เจ้าของบล็อกชอบอนิเมที่ดังแบบเงียบๆน่ะครับ  เป็นแฟนบอยรักสงบครับ
 
    เรื่องย่อนี่คงไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว เพราะเคยเขียนช่วงเปิดเรื่องไปแล้วใน entryนี้ ให้เขียนใหม่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ มาพูดเรื่องสิ่งที่ทำให้ซาซามิขายไม่ออกกันดีกว่า
    อย่างแรกที่สังเกตได้ในตอนแรกเลยคือการที่มีคนออกมาก่นด่าว่าเป็นอนิเมที่ขายพวกบ้าตัวละครแนวน้องสาว คนที่รับไม่ได้กับการผิดจารีตประเพณีและศีลธรรมอันดีงามก็จะทยอยดรอปกันไปด้วยความขยะแขยง เสมือนดูชินเซไคเจอฉากชุนปล้ำซาโตรุแล้วดรอป ถ้าถามว่ามันincestมั้ย มันก็ใช่ แต่ถ้าอิงงานเก่าอย่างบันทึกครอบครัวตัวป่วน(Kyouran Kazoku Nikki) จะเข้าใจว่า ผู้เขียนค่อนข้างแข็งเรื่องแนวครอบครัวด้วยซ้ำ จากครอบครัวใหญ่ที่มีแต่คนที่ไม่เคยพบหน้ามารวมกันในเคียวรันฯ กลายเป็นครอบครัวที่มีกันแค่สองคน สำหรับแฟนผลงานเก่าแล้ว เจ้าของบล๊อกคาดหวังอะไรที่เกินกว่าคำว่าพี่น้องครับ และมันก็มีจริงๆซะด้วยสิ (แต่ดูจบแล้วต้องไปค้นกันเองนะ)
    อย่างที่สอง คือสิ่งที่แม้แต่เจ้าของภาษายังมึน คือการอ้างอิงตำนานเทพทั้งหลายแหล่ สำหรับคนที่คุ้นชื่อกันดีก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่บางครั้งพวกนี้จะถูกกล่าวถึงในฐานะบุคคลที่สาม ทำให้คนที่คุ้นชื่อแต่ไม่คุ้นความเป็นมาจะงง อย่างเช่น คนที่สึรุกิเรียกว่าไอ้ลูกแหง่ติดแม่ เป็นเจ้าปรภพ และเจ้าของดาบมารอาเมะโนะฮาบาคิริคนปัจจุบัน สำหรับคนที่ไม่คุ้นนี่มันยากนะ บางคนดูจบยังไม่รู้เลยว่าเป็นใครที่โผล่มา ถ้าจะดูเอาสนุกเต็มที่คงต้องหาข้อมูลกันหน่อย มีอ้างอิงอยู่ตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด จะขายยากก็เพราะดูไม่รู้เรื่องกันนี่แหละส่วนหนึ่ง
    นอกจากการอ้างอิงตำนานนู่นนั่นนี่แล้ว พวกความลับในเรื่องที่เป็น foreshadow ของบทหลังๆก็มีให้เก็บอยู่ทั่วไปเหมือนกัน ถ้าไม่ดูต่อเนื่องข้ามมาตอนจบเลย ไม่รุ้เรื่องแน่นอนครับ เพราะไม่ใช่อนิเมแบบนั้น ส่วนอธิบายในนิยายก็ตัดไปหมดแล้วซะด้วยสิ  
 
     ยาวไปไม่อ่าน : ไม่เหมาะกับทุกคน ควรรู้ตำนานเทพของทางญี่ปุ่นบ้าง รายละเอียดค่อนข้างเยอะ
 
    ถ้าให้พูดถึงเนื้องานกับความประทับใจ ทันทีที่รู้ว่าชาฟท์ทำ มันก็แบ่งแยกเป็นสองฝั่งชัดเจน
    อย่างแรกคือซาซามิจะกลายเป็นอนิเมบูชายันต์เพื่อมาโดกะหนังโรงที่ยังทำไม่เสร็จ
    อย่างที่สองคือมันจะเทพมากแน่ๆ จนกว่า schedule จะพังไปเองด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง
    (routeไหนๆก็เจ๊ง)
 
    พอฉายตอนแรกจบปุ๊บ มันกลายเป็นอนิเมที่ไม่มีอะไรดีนอกจากฉากแอคชั่น และดูงงๆ ด้วยความที่ว่าจะให้คนดูจำตัวละครให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน  และการเดินเรื่องในตอนสองที่ยังเป็นเหตุการณ์เดียวจบในตอนก็ทำให้เกิด misleading กับคนดูว่ามันจะเป็น Slice of Life (แต่ก็โอเคนะ)
    ตอนสามที่เป็นตอนเฉลยความเป็นมาของแต่ละคนเองก็ยังไม่ถึงใจเท่าไหร่
    ชักจะเริ่มไม่อยากหวังอะไรมาก แม้ตอน4จะสนุกขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังรู้สึกธรรมดา
    ถึงเจ้าของบล๊อกจะจำเคียวรันได้ไม่หมด แต่ก็จำได้ว่าผู้เขียน เขียนเรื่องตอนยาวได้สนุกมาก โดยเฉพาะบทสุดท้ายของเคียวรันอนิเมที่ดึงเช็งไปถึงระดับที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของโลก มันเป็นอะไรที่โคตรประทับใจ
    ก็เลยคาดหวังไว้เยอะกับตอนยาว ว่ามันจะต้องออกมาได้ขนาดนั้น 
    แล้วตอนยาวที่โยงเนื้อเรื่องจนถึงจบเล่ม3 จุดแรกที่คิดว่าอนิเมจะตัดจบแค่นั้นก็โผล่มา
    บทคุณแม่ของซาซามินี่แหละที่เรียกได้ว่าอิมแพคแรงสุดตั้งแต่ฉายมา 6 ตอน ถึงจะมาช้าไปหน่อยแต่ก็กู้ศรัทธาให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้อีกครั้ง แต่ดูจะช้าไปแล้วสำหรับยอดประเมินที่แน่นิ่งอยู่แถวอันดับ500ในอมารัน
 
    ครึ่งหลังนี่เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกดีมากที่ได้ดูตอนละสามรอบครับ(เพราะต้องทำซับ)
    ทั้งจังหวะเดินเรื่องทั้งอะไรก็ดีไปหมด แถมยังมีเซอร์ไพรส์ตรงที่ปิดเนื้อเรื่องของคุณแม่ในตอน9แล้ว ยังมีเวลาเหลือให้ขึ้นเล่ม4 ที่มีตัวละครสำคัญที่รอคอยโผล่มาอีกสองอีกตะหาก (ซึ่งจริงๆทำใจไว้ก่อนแล้วว่าไม่น่าทำถึง นึกว่าจะแค่โผล่มาแนะนำตัวแล้วตัดจบเลย) แม้ตอนจบจะน่าเสียดายตรงที่ไม่ได้ทิ้งท้ายอะไรไปภาคหน้า แต่เท่านี้ถือว่าตอบโจทย์ที่คาดหวังได้แล้วล่ะ  ทั้งในแง่
 
    คุณภาพงาน : หลายๆซีน ดูกี่รอบก็ยังไม่เบื่อ แถมมีฉากบู๊ที่เกินมาตรฐานอนิเมแอ็คชั่นในซีซั่นเดียวกัน ที่สำคัญ เป็นเรื่องแรกที่ชาฟท์ทำเอง(in-house)ทั้งหมด แม้จะเจ๊งแต่ก็น่าภูมิใจนะ
    เพลงประกอบ : ost ที่ติดหูชนิดว่าเปิดมานึกภาพออกว่าฉากไหน คาดว่าไม่นานคงได้เสียเงิน
    คาราดีไซน์ : นอกจากลายเส้นฉบับอนิเมที่เห็นไปตอนแรกแล้วอึ้งว่ามันจะขยับได้เหรอวะ ยังสามารถเปิดทางเจ้าของบล๊อกไปสู่หลุมใหม่ๆของGUSTอย่าง Atelier Ayesha ที่ใช้คาราดีไซน์ต้นฉบับเดียวกันได้ในที่สุด *กระอักเลือด*
    แฟนบอยพอยต์ : นี่แหละ เค้าเรียกว่าคุ้มค่าที่ดูตอนละสามรอบแถมทำซับมันทุกตอน
 
    ต่อไปเป็นของแถมสำหรับคนที่ดูซับไทยครับ
 
 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Mamesub present **TL-note ที่ลงไว้แต่ไม่ค่อยมีใครอ่าน (สปอยล์)**
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
    capจากหน้าเพจของค่าย เป็นไฟล์ภาพ เลือกสปอยล์ตัวเองได้ตามใจชอบ
 
 
 -------------------------------------------------------------------------------------------
แนะนำตัวละคร
-------------------------------------------------------------------------------------------
 
ชื่อ: Tsukuyomi Sasami
CV: Asumi Kana  

Comment : ซาซามิ ผู้ไร้ความพยายาม ตัวเอกของเรื่อง ที่จริงเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งมิโกะที่หนีออกมาจากศาลเจ้าสึคุโยมิ โลกจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ขอให้ฉันได้อยู่แบบนี้ก็พอ เป็นความคิดที่แย่และไม่น่าเอาอย่างจริงๆ ถ้าหากไม่มองว่าเธอต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้น่ะนะ
 
ชื่อ : Tsukuyomi Kamiomi  
CV : Ootsuka Houchuu
Comment : พี่ชายผู้ปิดบังหน้าตา รักน้องสาวมากจนเจ้าตัวยังรำคาญ เป็นตัวละครที่มีไว้ปล่อยมุกน้องสาวคิโม่ยๆโดยแท้ และก็เป็นตัวละครที่ลึกลับที่สุดในเรื่องด้วย เปิดปมปริศนามาเยอะแยะไปหมดแต่ไม่เฉลย เก๋ๆ
 
ชื่อ : Yagami Tsurugi
CV : Saito Chiwa

Comment : จิวะในบทยียวนกวนส้นที่ไม่เจอซะนาน กรุณาลืมภาพเก๊กสวย ขี้แย ทิ้งไปให้หมด เพราะนี่คือจิวะเวอร์ชั่นเกรียน! สึรุกิเป็นพี่ใหญ่ของบ้านสามสาวยากามิ และเป็นอ.ประจำชั้นของซาซามิที่เล่นแต่เกมลามก ชอบเล่นมุกเกมลามกและชักชวนให้ผู้อื่นมาเล่นด้วยกัน เรียกได้ว่านอกจากจะอู้งานในฐานะเทพแล้ว ยังอู้งานในฐานะคนธรรมดาอีกด้วย 
 
ชื่อ : Yagami Kagami
CV : Hanazawa Kana

Comment : สำหรับเจ้าของบล็อกที่ไม่ได้ชอบคากามิแต่แรก การได้เห็นคากามิมีบทเยอะๆนั้นช่างทรมานยิ่งนัก หมั่นไส้ว่ะ คากามิ! สมน้ำหน้า คากามิ!  เป็นไงล่ะ คากามิ! พอดูไปด่าไปแบบนี้รู้สึกว่าสนุกขึ้น หรือนี่จะเป็นวิธีดูที่ถูกต้อง?
 
ชื่อ : Yagami Tama
CV : Nonaka Ai 
Comment : ทามะจัง น้องเล็กอายุ 9 ขวบหุ่นมหาลัยฯ เป็นตัวละครที่หลายๆคนในตอนแรกบอกว่า ปญอ. ไร้สาระบ้างล่ะ เสียงหนวกหูบ้างล่ะ แต่ในที่สุดเมื่ออนิเมจบลง เจ้าของบล็อกเชื่อว่าทุกคนจะรักและเอ็นดูเธอในฐานะน้องเล็กผู้แสนน่ารักของบ้านยากามิแน่นอน บทช่วยส่งแท้ๆเลยทามะ
 

ชื่อ: Tsukuyomi Juju
CV: Asakawa Yuu

Comment : คุณแม่ที่เสียไปแล้วของซาซามิ เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกเสมอ เคร่งครัดกับกฎระเบียบในฐานะมิโกะมากเสียจนไม่สนใจความรู้สึกของคนรอบข้าง

ชื่อ: Micchan (มิจจัง -ชื่อชั่วคราว-)
CV: Hazuki Erino

Comment : มิจจัง ตัวประกอบกิตติมศักดิ์ มิโกะเบ๊แห่งศาลเจ้าสึคุโยมิ มาพร้อมเสียงที่คุ้นเคย
 
ชื่อ: Tsukuyomi Ruza
CV: Koyama Rikiya

Comment : พ่อของซาซามิ เห็นลิสต์ตัวละครที่เคยพากย์แล้วเครียดแทน ดีนะอิมเมจยังไม่โดนทับเหมือนโฮจู(โอนี่จัง) ขานั้นกลายเป็นโอนี่จังไปแล้ว
 

ชื่อ: Edogawa Jou
CV: Numakura Manami

Comment : คุณหนูผู้ขึ้นรับตำแหน่งนายใหญ่ของสมาคมลัทธิมืดอาราฮาบากิต่อจากพ่อที่เสียชีวิตเพราะถูกมิโกะแห่งสึคุโยมิที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์สังหาร มีความแค้นล้ำลึกกับตระกูลสึคุโยมิ 
 

ชื่อ: Tamamonomae (ทามาโมะโนะมาเอะ)
CV: Hidaka Rina

Comment : ปิศาจจิ้งจอกชื่อกระฉ่อน อายุหมื่นปี ฝีมือร้ายกาจและมีความสามารถเฉพาะตัวอย่างการแปรสภาพประวัติศาสตร์ เป็นข้ารับใช้ของคุณหนูเอาแต่ใจแห่งอาราฮาบากิ เป็นตัวละครสำคัญที่มีบทเรียกน้ำตาอยู่ในซีซั่นสอง(เล่ม5+) ถ้าได้ทำ 
 

ชื่อ: -ไม่มี- (เซย์ยูไอดอล)
CV: Nigo Mayako

Comment : หลังจากยาโยย ไอดอลคนยากได้เดบิวเป็นไอดอลของ765proสมใจ เธอก็ได้ออกซิงเกิ้ลใหม่ชื่อ リボンがふわり ซึ่งเปิดแสดงไลฟ์บนชั้น 4 ของอุซุเมะโนะอานะ ร้านที่พวกซาซามิเข้าไปพอดี (เรอะ)
 

ชื่อ: Suzanoo (สุซาโนโอะ)
CV: Kirimoto Takuya

Comment : เจ้าปรภพ สุซาโนโอะ เป็นน้องชายแท้ๆของสึรุกิ บทไม่มี มีแค่ซีนที่แคปมานี่แหละ
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แถมท้ายด้วย #ขี้อวด  ed เพลงเต็มนี่ฟินมากเลยล่ะ สมกับที่ให้ฟังแบบนิดๆหน่อยๆมาสิบเอ็ดตอน
 
 
ปล. ไม่ต้องถามนะว่า Mame-sub ทำ BD รึเปล่า ถ้าออก เดี๋ยวมันก็ออกเองครับ
 

Recommend