2 ปีผ่านไปแล้ว นับจากวันนั้น
วันที่ฮิโรโกะจากไป พร้อมกับเนโกโกะ
ผมไปหาเธอที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง ครอบครัวของเธอก็ย้ายออกไป
ขณะที่ฮิโรโกะถูกเชิญออกจากโรงเรียน ตัวผมกลับไม่ต้องรับกรรมใดๆ
ในตอนนั้น ผมไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว เพราะมันไม่มีความหมายใดๆกับตัวผมอีก แต่เพราะได้ทางบ้านช่วยเกลี้ยกล่อม ผมจึงกลับมาใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนดีเด่นได้อีกครั้ง มุมมองต่อชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คราวนี้ผมไม่ได้ทำตัวว่างเปล่าแบบที่เคยทำอีกแล้ว
การพบกันครั้งแรกของผมกับฮิโรโกะ และค่ำคืนที่ออกตามหาดินแดนภูตกับเนโกโกะ เป็นความลับที่ผมไม่คิดจะบอกใคร จนกระทั่งผมได้ยินคำพูดหนึ่งจากพ่อตอนที่เกลี้ยกล่อมผมให้กลับไปเรียน ที่บอกว่าฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง
แล้วน้ำตาของผมก็พรั่งพรูออกมา..
เรื่องราวของผมและฮิโรโกะ และค่ำคืนที่เหมือนความฝันอันยาวนานเหล่านั้น ค่อยๆเปิดเผยออกมาผ่านคำพูดของผม ในตอนจบนั้นทุกคนถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา
บ้านกลับกลายเป็นบ้านในความหมายของมันอีกครั้ง
------------------------------------------------------
ค่ำคืนหนึ่งที่สมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า
"ใหญ่จริงๆค่ะ สวนสนุกยักษ์พื้นที่กว่า 5 ล้านตารางเมตร" เสียงผู้ประกาศข่าวจากทีวีดังขึ้น
ในที่สุดก็สร้างเสร็จแล้วสินะ สวนสนุกนั่น ผมเบนความสนใจไปที่จอทีวีที่น้องสาวกำลังนั่งดูอยู่
"ในที่สุด แคทซิท วันเดอร์แลนด์ก็ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ"
แคทซิท...
2 ปีแล้วสินะ ที่ผมไม่ได้ยินคำนี้เลย หลังจากที่เนโกโกะหายไปจากชีวิต
"อยากไปจังเลย"
"รอไปอีกสามปีเถอะ"
"อะไรกัน แค่อยากให้ทุกคนไปด้วยกันเอง"
"สวนสนุกมันเพิ่งจะเปิดเองนะ ตอนนี้มีแต่แขกรับเชิญเท่านั้นแหละที่มีสิทธิ์"
"แล้วเครื่องเล่นส่วนใหญ่ก็จำกัดความสูงด้วย" ผมพูดจบพลางขยี้หัวอายะ
"อึ๊ยยย จ.. เจ็บนะ! แม่ค๊า พี่โคเฮย์แกล้งหนูอีกแล้ว"
"แหม สนิทกันดีจังเลยนะสองคนนี้ อ๊ะ โคเฮย์ มีจดหมายน่ะจ๊ะ"
บนจดหมายนั้น นอกจากชื่อของโคเฮย์แล้ว ยังมีโลโก้กับมาสคอทของสวนสนุกที่ว่าอยู่ด้วย มาสคอทของสวนสนุกที่ชื่อว่าแคทซิทมูนนั้น ดูๆไปก็ทำให้นึกถึงเนโกโกะอยู่ไม่น้อย
ด้านล่างซองนั้น เขียนไว้ว่า 'บัตรเชิญพิเศษ'
อายะถึงกับตกใจและถามว่าไปรู้จักกับเขาตอนไหน
ผมตอบไปว่า "ไม่รู้สิ" แต่หัวใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ตอนนั้นในใจผมคิดว่าต้องใช่แน่ๆ
"เร็วสิรีบเปิดเร็วๆ"
"รู้แล้วน่า..."
มือผมสั่นขณะที่กำลังเปิดซอง
...................
ข้างในนั้น มีบัตรเชิญสองใบ
"เป็นบัตรเข้าสวนสนุกจริงๆด้วย!"
"อ.. อืม.."
ตอนนี้ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญแล้ว ทั้งมาสคอตนั่น หรือลายมือนั่น
"ถ้าไม่มีใครไป เดี๋ยวอายะจะไปด้วยแล้วกันนะ ไหนๆก็มีแต่แขกรับเชิญ คนคงไม่เยอะใช่มั๊ย"
"นะ"
"ไม่ใจเล้ย... พี่เรา"
----------------------------------------------------------------------
แล้วก็มาถึงวันอาทิตย์ วันแรกของการเปิดให้บริการสวนสนุกสำหรับผู้มีบัตรเชิญ อันที่จริงอายะก็เอาไกด์บุ๊คสวนสนุกมาให้ดูแล้ว แต่ผมไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ที่สำคัญ เจ้ามาสคอตแคทซิทมูนในสวนสนุกนั่นเห็นแล้วก็ชวนให้นึกว่ามันจะกินผมลงไปทั้งตัวได้เลยทีเดียว
"นี่ๆ ดูสิๆ ถ่ายรูปกะแคทซิทมูนได้ด้วยล่ะ น่าร้ากเนอะ"
"น่ารัก.. ตรงไหน.." ผมชายตามองตัวมาสคอต ชุดของมันทำให้นึกถึงเนโกโกะก็จริงอยู่ แต่ส่วนหัวนี่ใหญ่ซะ...
"พี่จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั๊ย รีบๆไปกันต่อได้แล้ว"
"อืม.."
"ต่อไปเป็น วันเดอร์แคท เมาน์เท่น!"
"อึก นั่นมัน ไอ้ที่หมุนๆลอยฟ้า.."
"ไม่ไปก็เหมือนมาไม่ถึงที่น้า เร็วเข้าๆ"
ถึงจะบอกว่าเป็นวันเปิดที่ให้เข้าเฉพาะคนมีบัตรเชิญก็จริง แต่คนก็แน่นน่าดู ผมได้แต่ตามอายะไปตรงโน้นตรงนี้ แม้ผมจะเคยคิดว่าสวนสนุกเป็นที่สำหรับเด็กก็เถอะ แบบนี้มันก็สนุกไม่ใช่น้อยเลย
ตกเย็น สองพี่น้องยังคงอยู่ที่สวนสนุก แต่อายะที่คึกคักมาตลอดเริ่มออกอาการหมดแรง ตัวผมจึงรับหน้าที่เป็นคนนำต่อเอง
"ฟู้ว.. สนุกจริงๆเลย ของกินก็เยี่ยม"
"นี่ เรายังเดินกันไม่ทั่วเลยนะ"
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง พร้อมกับการเข้าแทนที่ของแสงสังเคราะห์จากหลอดนีออน แสงไฟประดับประดาในยามค่ำคืนของสวนสนุกให้ความรู้สึกแตกต่างกับบรรยากาศในตอนกลางวันมากทีเดียว
"จะกลับบ้านกันรึยัง อายะ?"
ไม่มีแม้แต่เงาของเนโกโกะหรือฮิโรโกะ ผมคงคาดหวังอะไรผิดๆไปเอง แต่แคทซิทวันเดอร์แลนด์เอง ก็ทำให้ผมสนุกได้ไม่น้อย
"เดี๋ยวสิ ! พี่ก็" อายะฉุดผมไว้ด้วยการดึงคอเสื้อผมไปด้านหลัง ทำเอาหายใจไม่ออกไปครู่หนึ่ง
"ยังเร็วไปที่จะยอมแพ้นะ"
"หา?"
"ไอ้การที่ได้จดหมายเชิญ มันก็บ่งบอกแล้วนี่ว่ายังมีโอกาสน่ะ"
"พูดอะไรของเธอ"
"แคทซิทมูน มันช่างเป็นชื่อที่คุ้นหูจริงๆเลยน้า~"
....ประมาทไม่ได้จริงๆ อายะ
"จะบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับเธอคนนั้น ก็คงจะพูดยากใช่มั๊ยล่ะ?"
"อืม จริงๆก็แอบหวังอยู่ลึกๆนะ แต่ว่า..."
"สวนสนุกนี่กว่าจะปิดก็เที่ยงคืน จะมายอมแพ้ตอนนี้มันเร็วไปนะ "
อายะกระดกนิ้วใส่หน้าผม คำพูดนั้นของเธอทำให้ผมกลับมามีความหวังนิดหน่อย
"ที่จริงอายะก็อยากขอโทษเค้าเหมือนกันนะ ที่มองเค้าแค่ภายนอก"
เธอคงหมายถึงตอนที่เนโกโกะมาที่บ้านเขาครั้งนั้น
"ไม่หรอก เป็นใครก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ.."
"ถึงแบบนั้น ก็ต้องขอบคุณเค้าละนะ ที่ทำให้พี่เข้ากับที่บ้านได้ซะที แล้วพี่ล่ะว่าไง"
ตัวผมที่ซาบซึ้งเพราะไม่คิดว่าอายะจะคิดอะไรแบบนี้ได้ แทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
"เอาล่ะ งั้นไปหาอะไรกินแล้วไปขึ้นนั่นต่อกันเลย!"
"อื้ม!"
และแล้วเสียงของประชาสัมพันธ์สวนสนุกก็ดังขึ้น
" ตึง ตึง ตึ๊ง ผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ ขอให้คุณ คางามิ โคเฮย์ ไปที่ชิงช้าสวรรค์โซน R ด้วยค่ะ ประกาศอีกครั้ง... ขอให้คุณ คางามิ โคเฮย์ ไปที่ชิงช้าสวรรค์โซน R ด้วยค่ะ "
"พี่!" เสียงอายะดึงผมกลับมาอีกครั้ง
"อะ อืม.."
"มัวรออะไรอยู่ล่ะ ชิงช้าสวรรค์ โซน R ไง รีบเข้าสิ"
"เดี๋ยว เธอมากับพี่ด้วยสิ"
"หา ไม่ล่ะ เดี๋ยวอายะจะไปหาอะไรกินรอที่ภัตตาคารตรงนู้นน่ะ นี่ไงมีบัตรฟรีด้วย ไม่ต้องห่วง ไปก่อนได้เลย"
"เฮ้ เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป"
"โชคดีนะจ๊ะ~ แล้วเจอกัน" อายะโบกมือไหวๆ ก่อนจะวิ่งไปยังภัตตาคารที่เธอบอกไว้โดยที่ผมได้แต่ยิ้มส่งเธอ
ตัวผมที่เหลืออยู่คนเดียว ออกวิ่งไปยังชิงช้าสวรรค์โซนR เครื่องเล่นที่ใหญ่และสูงที่สุดในแคทซิทวันเดอร์แลนด์ แสงนีออนที่ประดับชิงช้าสวรรค์นั้นช่างเจิดจ้าราวกับภาพของดินแดนภูตที่ผมกับเธอได้เห็นในวันนั้น
เธอที่มักจะโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวอยู่เสมอ ตอนนี้จะเติบโตขึ้นยังไงบ้างแล้ว ความคิดที่ว่าเธอต้องรออยู่ที่นั่นทำให้จิตใจที่เต็มไปด้วยความหวังของผมพองโต แสงจันทร์ที่ทอผ่านชิงช้าสวรรค์ลงมายังตัวผม ราวกับว่าค่ำคืนนั้นได้เวียนกลับมาอีกครั้ง
--------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากที่ยืนยันตัวเองกับเจ้าหน้าที่แล้ว ผมก็ถูกพาไปยังชิงช้าสวรรค์
ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
ผมเงยหน้ามองชิงช้าสวรรค์ที่หยุดนิ่ง
หรือว่าที่นี่จะถูกใครจองไว้กันนะ
ไม่หรอก อย่างเนโกโกะคนนั้น คงใช้เวทมนตร์พรางตาไว้แน่ๆ
ผมหัวเราะออกมา แต่ในใจนั้นกลับกระวนกระวายอย่างที่สุด
เนโกโกะแกล้งผมด้วยการให้ผมรออีกแล้ว ทั้งๆที่ผมเป็นฝ่ายรอเธอมากว่าสองปี
-----------------------------------------------------------------------------------------
"แขกมารึยังคะ?" เสียงที่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งคุยกับเจ้าหน้าที่
"ค่ะ ฝากด้วยนะคะ" เธอคนนั้นพูดเสร็จก็เดินมาที่ชิงช้าสวรรค์
หญิงสาวในชุดสูทสีชมพูปรากฎขึ้นตรงหน้าผม ตอนแรกผมจำแทบไม่ได้ว่าเธอเป็นใคร
ฮิโรโกะนั่นเอง เธอดูเปลี่ยนไปมาก
"อ๊ะ"
สายตาของเราประสานกัน ฮิโรโกะหน้าแดง แถมยังอุทานเสียงแปลกๆออกมา
เธอนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามผมอย่างเงียบๆ ทั้งๆที่หน้ายังแดงอยู่แบบนั้น
ฮิโรโกะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่เริ่มเดินเครื่องชิงช้าสวรรค์ กระเช้าของพวกเราค่อยๆเคลื่อนตัว
หญิงสาวยังคงเงียบ และไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยคำพูดใดๆ
ผมพอจะเดาได้ว่า สาเหตุมาจากตัวผมที่นั่งอยู่ตรงนี้
"เอ่อ.. สวัสดี" ผมปล่อยให้น้ำเสียงของผมเป็นสิ่งแรกที่ทำลายความเงียบระหว่างเราสองคน
"โค.. ฮ แฮะ!!" ฮิโรโกะยังไม่ทันพูดออกมาเป็นคำก็เผลอกัดลิ้นตัวเองเสียก่อน
"อือออ" เสียงที่หลุดรอดมาบอกว่าเธอยังเจ็บอยู่ ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียงสะดุ้งของเธออีกครั้ง
ดูจากชุดที่เธอใส่อยู่ ตอนนี้ฐานะทางสังคมเธอคงไม่ใช่เล็กๆ
แต่สำหรับผม เธอยังคงเป็นฮิโรโกะคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ผมอยากจะถามเธอเหลือเกิน ว่าเธอสบายดีไหม หายไปไหนมา ได้ไปทำอะไรมาบ้าง แต่ผมไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้เลย
ทั้งๆที่เธอมาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ในตอนนี้ ผมได้แต่ห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา
"ขอบคุณ... ที่เชิญมานะ"
"อือ... อื้ม!"
"ขอถามอะไรอย่างนึงได้มั๊ย?"
"อ.. อ้ะ ไม่ได้ค่ะ!"
"ฉ.. ฉ.. ชั้นขอถามก่อนค่ะ!"
"อืม.. งั้นหรือ ถามมาได้เลย"
"มะ ...มากับใครคะ?"
"น้องสาวน่ะ"
"เฮ้อ ค่อยยังชั่ว.... อ๊ะ ชั้นไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะคะ"
แต่ถึงแบบนั้น เธอก็เป็นคนส่งบัตรเชิญสองใบมาให้เขาเองนี่ หรือว่านั่นจะเป็นการลองใจ
"ที่จริง ชั้นอยากจะโทรไปเชิญเองด้วยซ้ำไปค่ะ..."
"แถวนี้ก็มีตู้โทรศัพท์นี่นา"
"มะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ " ฮิโรโกะค้อน
ฮิโรโกะนี่ น่าแกล้งจริงๆ ผมทั้งดีใจและโล่งใจในเวลาเดียวกันที่เห็นเธอเป็นแบบนี้ ถือซะว่าการหยอกเล่นนี่เป็นการแก้เผ็ดเรื่องที่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวมาสองปีแล้วกัน
"อย่าแกล้งกันแบบนี้สิคะ.."
"รู้แล้วล่ะ"
"ขอโทษนะคะ ที่อยู่ๆก็ย้ายไปไม่บอกกล่าว"
"ตอนนั้น ตกใจมากเลยล่ะ"
"อึก" ฮิโรโกะชะงักไปครู่หนึ่ง
ที่จริงแล้ว ตอนนั้นผมตกใจที่ตัวผมเองกลายเป็นคนไร้ค่า พึ่งพาอะไรไม่ได้ไปพักใหญ่ ถ้าครอบครัวผมไม่ดึงผมกลับมา ป่านนี้จะเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้
"ขอโทษค่ะ.."
ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคนอีกครั้ง
"ไม่ต้องขอโทษหรอก ถ้าจะทำแบบนั้น บอกมาดีกว่าว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง"
ฮิโรโกะได้แต่อ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ในสภาพแบบนี้ผมจะทำอะไรให้เธอได้บ้างนะ...
"อ๊ะ" ผมอุทานขึ้นมาเพราะนึกได้ว่ายังมีของที่เพื่อนๆฝากซื้อจากสวนสนุกอยู่
ผมหยิบมันออกมาสวมให้ฮิโรโกะที่ยังประหม่าและไม่ทันตั้งตัวอยู่
"นะ..นี่มัน ของขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของสวนสนุกเรา หูแมวของแคทซิทมูนนี่นา.."
"หูแมวนี่ของยอดฮิตของที่นี่เลยรึนี่"
"อ๊ะ... ก็ทำนองนั้นค่ะ"
"แต่มันเข้ากับเธอได้พอดีเลยนะ เป็นต้นแบบให้เค้ารึเปล่าเนี่ย"
"มะ ... ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อยค่ะ"
"ฮะฮะฮะ"
"ฮึ่ม.. อย่าหัวเราะสิคะ!"
"เอาล่ะ ทีนี้เย็นลงบ้างรึยัง"
"อ๊ะ... เอ๋ ทำไมกันนะ แปลกจังเลย"
"คงเป็นสิ่งที่เหลือไว้ของเนโกโกะละมั้ง"
"อืม... อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ค่ะ" ฮิโรโกะยิ้มอย่างเอียงอาย
"ฮิโรโกะจัง.. ไม่คิดเลยว่าเราจะได้เจอกันอีก" น้ำเสียงของผมอ่อนแรง ทำไมกันนะ ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขแท้ๆ
"....ขอโทษค่ะ...."
"อ๊ะ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้มันฟังดูเศร้าสร้อยแบบนั้นนะ!"
ท่าทางผมคงทำให้บรรยากาศมันแย่ลงอีกแล้ว ทั้งๆที่ฮิโรโกะเพิ่งจะเย็นลงได้แท้ๆ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... ชั้นเข้าใจดี ชั้นเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน" ฮิโรโกะยิ้ม
นั่น...เป็นคำพูดที่ผมอยากได้ยินจริงๆ
-------------------------------------------------------------
"วันนั้น หลังจากที่เราจากกัน ชั้นรีบกลับไปที่บ้านทันที เพราะรู้ว่าจะต้องทนทรมานกับอาการถอนยาน่ะค่ะ "
"แต่ตอนนั้น แทนที่ชั้นจะกลับเข้าห้องตัวเอง ชั้นกลับไปที่ห้องรับแขกแทน ชั้นเล่าให้พ่อกับแม่ฟังทุกอย่าง โดยไม่สนว่าพวกท่านจะรับฟังชั้นรึเปล่า แต่ชั้นคิดว่า ชั้นต้องบอกพวกเค้าน่ะค่ะ "
"ทางนี้ก็เหมือนกัน"
"อ๊ะ" ฮิโรโกะทำเสียงแปลกใจ
"ผมก็คุยกับที่บ้านเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้น ช่องว่างที่เคยมี มันก็มลายหายไปหมด"
"งั้นหรือคะ.. ชั้นดีใจด้วยจริงๆค่ะ"
ฮิโรโกะท่าทางโล่งใจ ราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง
"ชั้นก็... ชั้นก็ทำให้ที่บ้านเข้าใจได้เหมือนกันค่ะ"
ผมค่อนข้างแปลกใจ พ่อแม่ที่ดูไม่สนใจไยดีเธอตอนที่เราสองคนถูกเรียกพบผู้ปกครอง ในวันนั้นน่ะหรือ ยอมเข้าใจเธอ
"ระหว่างที่ชั้นเล่าให้พวกท่านฟัง อาการถอนยาของชั้นมันก็ค่อยๆกำเริบขึ้น"
"แต่ทั้งสองท่าน ก็ยังรอให้ชั้นเล่าอย่างที่ชั้นตั้งใจจะเล่าจนจบค่ะ"
"จากนั้น ชั้นขอให้พ่อกับแม่พาชั้นไปโรงพยาบาล"
"โรงพยาบาล?"
"ชั้นรู้ตัวแล้วค่ะ ว่าไม่ควรจะถลำลึกลงไปมากกว่านี้ ชั้นควรจะเลิกยาซะ แล้วเงินทั้งหมดนั่น ชั้นบอกพวกท่านว่า ชั้นจะหาเงินส่วนนั้นมาคืนพ่อกับแม่เองค่ะ"
"แล้วพ่อกับแม่.. ก็โกรธใหญ่ บอกว่าพวกท่าน..ไม่เคยต้องการเงินคืนจากชั้นเลย.." ฮิโรโกะพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น ถึงตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า คนเป็นพ่อแม่นั้น อย่างไรเสียก็คงไม่ต่างกันทั้งโลก
ผมน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เพราะพวกเขาเลี้ยงดูฮิโรโกะมาได้ดีถึงขนาดนี้นี่นา
"แปลว่าพ่อแม่ก็ยังเป็นห่วงเธออยู่สินะ ฮิโรโกะ"
"ค่ะ เป็นห่วงมากจริงๆ แต่ที่พวกท่านดีใจมากก็คือ ตอนที่ชั้นเลือกที่จะเล่าทุกอย่างให้พวกท่านฟังนั่นแหละค่ะ"
"หลังจากนั้น พวกเราก็ไปโรงพยาบาลกัน"
"ชั้นสาบานกับตัวเองไว้ค่ะ ว่าชั้นจะไม่พบกับคางามิคุงอีก จนกระทั่งชั้นบำบัดอาการติดยาหาย และกลายเป็นตัวเองโดยสมบูรณ์แล้ว"
"เธอนี่เอาแต่ใจตัวเองจริงๆเลยนะ"
ผมยังจำได้ดี ในวันที่ผมเห็นบ้านของเธอว่างเปล่า หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามไปหาเธอ
แม้จะรู้ว่า เธอจากไปแล้ว
"ขอโทษค่ะ... ชั้นมันเอาแต่ใจ ก็เพราะว่าความใจดีของคางามิคุง.... มันทำให้ชั้น... เป็นแบบนี้"
น้ำตาของฮิโรโกะที่พรั่งพรูออกมา ทำเอาผมไม่อาจต่อต้านเธอได้เลย ในตอนนี้ ผมไม่ติดค้างอะไรในใจอีกแล้ว ผมแค่ดีใจเหลือเกิน ที่ได้พบกับเธออีกครั้ง
"ช่วงเวลาที่ชั้นเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล มันยาวนานกว่าที่คิดมากเลยค่ะ นอกจากจะพักฟื้นร่างกายแล้ว ยังต้องเข้ารับคำปรึกษาอีกตั้งเยอะแยะ..."
ในที่สุดชิงช้าสวรรค์ก็เคลื่อนมาถึงจุดสูงสุด ภาพทิวทัศน์ของแสงสีในยามราตรีนั้นช่างสวยจับตา แต่ผมเองกลับไม่อาจละสายตาจากฮิโรโกะที่อยู่ตรงหน้าไปได้เลย
"ตอนนั้น ชั้นใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือในห้องพักฟื้นจนหมด ขนาดคุณพ่อที่ซื้อหนังสือมาให้ชั้นอ่านตั้งเยอะยังตกใจเลยล่ะค่ะ"
"แล้วในหนังสือพวกนั้นที่พ่อซื้อมา มักจะมีเรื่องราวของพวกภูตอยู่เสมอ พ่อคงรู้ค่ะ ว่าชั้นชอบมันมาก แม้จะรู้ว่าอาการของชั้นมันเป็นยังไงก็ตาม"
"หลังจากที่ชั้นออกจากโรงพยาบาล และกำลังคิดว่าจะทำอะไรต่อไป แม่ก็เป็นเสนอความคิดเรื่องสวนสนุกนี่ขึ้นมาน่ะค่ะ"
"ที่นี่น่ะรึ?"
"ค่ะ แล้วชั้นก็ถูกจ้างให้ทำงานนี้ เขาบอกว่าอยากเห็นภาพฝันของชั้นเป็นความจริงน่ะค่ะ"
"แคทซิท วันเดอร์แลนด์จ้างเธองั้นรึ?"
"ค่ะ ตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นแค่ชื่อบนกระดาษอยู่เลยค่ะ"
"ชั้นเฝ้าเขียนมันลงไป ทุกอย่างที่อยู่ในความคิดของชั้น ดินแดนภูต ที่ชั้นเห็นในตอนนั้น อาจจะหมายถึงสิ่งนี้ก็ได้ค่ะ กว่าจะรู้ตัวว่าเขียนจบ มันก็กลายเป็นหนังสือไปแล้วค่ะ"
น้ำเสียงของฮิโรโกะเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ
"ฮะฮะ สมเป็นเธอจริงๆเลยนะ"
"หลังจากนั้น เจ้าของที่นี่ก็เปิดหนังสือเล่มนั้นดู..."
"งั้น แคทซิทมูน ก็เป็นไอเดียของเธอสินะ"
"อ๊ะ ใช่ค่ะ แต่ว่า.... คือว่า..."
ฮิโรโกะเริ่มหน้าแดงอีกครั้ง
"ไม่ต้องอายหรอก ใครๆเขาก็บอกว่าน่ารักทั้งนั้นเลยนะ"
"จริงเหรอคะ! ดีใจจังเลย"
ยอดสั่งจองนั้นทำเอาสินค้าของแคทซิทมูนผลิตกันไม่ทัน ดังนั้นผมไม่คิดหรอกว่ามันจะเป็นแค่รสนิยมของเธอเอง ผมนับถือเธอจริงๆ ที่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพียงสองปี ขณะที่ตัวผมกลับยังไปไม่ถึงไหนเลย
"ดูสิ ฮิโรโกะเองประสบความสำเร็จได้ถึงขณะนี้ ขณะที่ผมยังเป็นได้แค่พนักงานพาร์ทไทม์กิ๊กก๊อกอยู่เลย"
"ไม่หรอกค่ะ ที่มาได้ขนาดนี้ ก็เพราะมีคนคอยช่วยเหลือตั้งเยอะแยะ"
"อย่าปฎิเสธเลย"
"แล้วก็... แล้วก็.. คนที่ช่วยชั้นมากที่สุด ก็คือ คางามิคุงนั่นแหละค่ะ"
"ขอบคุณ... จริงๆค่ะ"
ผมรู้สึกแปลกๆดีจริงๆ ทีได้รับคำขอบคุณจากคนระดับนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหนก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลบพ้น ผมกลั้นหายใจครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกไป..
"อย่าทำตัวเอาแต่ใจแบบนั้นอีกล่ะ!"
"ค่ะ!"
ง่ายนิดเดียว ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่จริงๆที่คิดอะไรวุ่นวายไปหมด
"ชั้นเอง ก็มีเรื่องอยากจะบอกกับคางามิคุงเหมือนกันค่ะ"
"ดะ...เดี๋ยวสิ ไม่เป็นไร ตอนนี้ยัง..."
"ช้าไปแล้วล่ะค่ะ จะมาปฎิเสธตอนนี้ มันเริ่มแล้วค่ะ"
"เริ่มแล้ว??"
"ดูข้างนอกสิคะ"
จากความมืดมิดบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ตัดกับแสงไฟเบื้องล่าง พลุหลากสีสันที่ถูกยิงขึ้นไป เบ่งบานเหมือนกับดอกไม้ไฟขนาดยักษ์บนท้องฟ้า เป็นภาพที่ยากจะลืมได้จริงๆ
"จากตรงนี้น่ะ มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้สวยที่สุดแล้วค่ะ"
"อืม... ขอบคุณนะ"
ที่จริงแล้ว นี่ควรเป็นเรื่องที่ผู้ชายต้องเตรียมไว้ไม่ใช่หรือ แต่ถึงอย่างนั้นตัวผมเองกลับรู้สึกพิเศษขึ้นมาหน่อยที่ต้องตกอยู่ในสถานะตรงข้ามกันแบบนี้
แสงไฟอันงดงามจากพลุลูกแล้วลูกเล่าที่ถูกยิงขึ้นไปบนฟ้า สวยงามจนผมพูดอะไรไม่ออกเลย ถึงพูดอะไรออกไป มันก็คงจะจืดไปเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ฮิโรโกะเตรียมไว้ รอยยิ้มเขินอายของเธอตอนนี้ ถูกเติมแต่งด้วยแสงของพลุหลากสีสันบนท้องฟ้ายามราตรี
"ชั้นน่ะ อยากจะตอบแทนคางามิคุงมาตลอดเลยนะ เรื่องที่ทำให้ชั้นได้เห็นดินแดนภูตในตัวของชั้นเอง"
"ไม่ใช่แค่คางามิคุงนะ พ่อแม่ของชั้น ก็คงมองดูช่วงเวลานี้อยู่จากที่ไหนสักแห่งด้วยเหมือนกัน"
"พวกเค้าต้องดีใจแน่ๆล่ะ"
"อื้ม แบบนั้นแหละ"
"แล้ววันนี้ ผมเองก็สนุกกับแคทซิท วันเดอร์แลนด์มากเลยนะ"
"ถ้างั้น อย่างน้อยชั้นก็ตอบแทนคางามิคุงไปได้นิดนึงแล้วสินะ"
"แต่ตอนนี้ผมมีความสุขมากเลยนะรู้มั๊ย"
"แล้วตอนนี้ คิดว่าชั้นมีสิทธิ์พบหน้าคางามิคุงได้รึยังคะ"
แน่อยู่แล้วล่ะ ฮิโรโกะ เธอได้สิทธิ์นั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่... เดี๋ยว ถ้าผมพูดแบบนั้น ทุกสิ่งที่เธอทำมาก็จะสูญเปล่าน่ะสิ.... ถ้างั้น
"เอาล่ะ! งั้นพวกเราไปเล่นในดินแดนภูตกันต่อเถอะ"
"ขอบคุณนะ คางามิคุง ไม่สิ โคเฮย์!!"
พริบตานั้น... น้ำเสียงของเธอที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมนึกถึงเสียงนั้นอีกครั้ง เสียงของภูตสาวตัวยุ่งผู้นำแต่เรื่องชวนปวดหัวมาให้
"ทำได้ดีมาก เจ้าเบ๊โคเฮย์!!"
"น.. เนโกโกะ!?"
"แคทซิท เนโกโกะ ตัวจริงเสียงจริงกลับมาปฎิบัติการแล้ว!!"
"ฮะฮะฮะ พอเถอะ ฮิโรโกะ ไม่เป็นไรแล้วล่ะ"
แม้ผมจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ผมก็คิดถึงเธอจริงๆ ทั้งๆที่ผมคิดว่าตัวเองกำลังหัวเราะ แต่น้ำตาของผมกลับไหลอาบแก้ม ขณะที่ฮิโรโกะยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มของเนโกโกะ
"จากการที่เจ้าฝ่าฟันมาถึงที่นี่ได้ เราขอมอบคะแนนเต็มให้ 100 คะแนนไปเลย!!"
"100 คะแนน เลยเหรอ แล้วรางวัลล่ะ"
"แน่นอน รางวัลก็คือ ได้เป็นเบ๊ของแคทซิทเนโกโกะตลอดไปแบบไม่มีเงื่อนไขไงล่ะ ฮะฮะฮ่า ดีใจมั๊ย!"
"ดีใจสิ ดีใจจริงๆ.."
"ดีมาก เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็..."
ฮิโรโกะสูดหายใจลึกๆ แล้วคำพูดที่ผมเฝ้ารอมานานตั้งแต่ครั้งนั้นที่เราให้คำมั่นสัญญากัน ก็ถูกเอ่ยออกมา
"ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งภูต!!"
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ps. ยาวจริงๆ ครั้งหน้าเริ่มเขียนเรื่องยาวได้รึยัง
แถม
ต้องบอกมั๊ยว่าไหนเนโกโกะ