other

[Ar=ciel Ar=Dor] Afezeria HARVESTASYA (ภาคปลาย)

posted on 27 Jun 2012 14:56 by bekung  in other  directory Fiction, Entertainment, Asian
 
      แล้วมิวทั้งคู่ก็พุ่งเข้าจู่โจมฮาร์เวสตาชาในทันที
      การโจมตีของมิวจากซ้ายและขวาที่ประสานกันอย่างแม่นยำหมดจดราวกับเงาสะท้อนซึ่งกันและกันในกระจกส่งผลให้ฮาร์เวสตาชาทำได้แค่หลบอย่างฉิวเฉียด ในขณะเดียวกันหนึ่งในสองมิวผู้จู่โจมก็พูดขึ้นมา
      "เอ้า ลองใช้พลังแห่งรักของเจ้าสวนกลับข้าดูสิ! แต่ถ้าพลาดล่ะก็มิวที่รักของเจ้าคงต้องเจ็บหนักน่าดูเลย
       รักของเจ้าจะเป็นของจริงหรือเปล่า แสดงให้ข้าดูหน่อยเถอะ! "
      ฮาร์เวสตาชาร้องเรียกมิวให้พยายามนึกให้ออกว่าเธอนั้นเป็นใคร  แต่มิวกลับไม่มีปฎิกิริยาตอบรับอันใดกลับมา ซ้ำยังโจมตีเข้าใส่เธออย่างไม่ลดละด้วยฤทธิ์ของคำสาป
      และแล้วในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมก็ตาม คมดาบสุญญากาศจากหนึ่งในนั้นก็ฟาดฟันเข้าใส่แขนข้างหนึ่งของฮาร์เวสตาชา หญิงสาวเมื่อได้เห็นเลือดที่ไหลรินของตัวเอง ก็เริ่มเตรียมใจว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปเธอเองคงต้องจบชีวิตลงที่นี่เป็นแน่
      ได้โปรดเถอะ มิว... ท่านเทพ...... ขอพลังให้ฉันที......
       ฮาร์เวสตาชาลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างไร้ท่าทีป้องกันใดๆ แล้วหลับตาลงเพื่อสงบจิตใจ
       ด้วยตีความว่านี่คือการยอมรับความพ่ายแพ้ของมิโกะสาว หนึ่งในสองชายหนุ่มจึงได้กระซิบกับเธอเบาๆว่า
       "ขอโทษนะ ฮาร์เวสตาชา ข้าน่ะไม่ใช่มิวของเจ้าอีกต่อไปแล้ว ความรักที่ข้าเคยมีต่อเจ้ามันหมดสิ้นไปแล้ว
        อา... ฮาร์เวสตาชาผู้น่าสงสาร อย่างน้อยก็ขอให้เจ้าได้จบชีวิตด้วยคมดาบในมือข้าเองเถอะ"
      แล้วมิวทั้งสองก็เผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะและรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา
      ตอนนั้นเองฮาร์เวสตาชาถึงได้สังเกตเห็นสิ่งที่เธอไม่ได้เห็นในขณะที่ตั้งรับการโจมตีจากระยะไกลของทั้งสองคนอย่างหนักหน่วงมาโดยตลอด
     
      ในรอยยิ้มที่ปรากฎบนใบหน้าของทั้งสอง มีคนหนึ่งที่ให้ความรู้สึกต่างออกไป
       นั่นคือรอยยิ้มที่ชายหนุ่มจะมอบให้เพียงเธอ ทุกครั้งจะต้องเอียงคอไปทางขวาเสมอ...
       ฮาร์เวสตาชาออกวิ่งสุดแรงไปยังมิวคนที่เอียงคอทางซ้าย จากนั้นจึงตัดสินใจหวดชายหนุ่มด้วยทัพพีด้ามยาวในมือหลังจากที่ลังเลใจอยู่ชั่ววูบหนึ่ง แล้วจึงพุ่งเข้าไปประคองมิวอีกคนไว้
       มิวตัวจริงหมดเรี่ยวแรงล้มลงในอ้อมแขนของฮาร์เวสตาชา ขณะที่ขนนกสีดำจากอีกด้านหนึ่งปลิวกระจายทั่วอากาศอีกครั้ง
       หญิงสาวมองทะลุคำสาปของมิโกะได้แล้ว      

       มิโกะที่ตอนนี้กลับคืนร่างเดิม ลุกขึ้นมาประจันหน้ากับฮาร์เวสตาชาด้วยความโกรธเกรี้ยว
       "แก! เป็นแค่นังแมวขโมยแท้ๆ กล้าดียังไงมาทำลายคำสาปของข้าลงได้แบบนี้... อภัยให้ไม่ได้!
         รู้ไว้ซะเถอะ ว่าสิ่งที่แกทำอยู่คือการช่วงชิงผู้ชายคนนั้นไปจากข้าผู้เป็นถึงเทพดาเทนโคผู้มีอำนาจเหนือความรักทั้งมวล!!"
       คลื่นรังสีแห่งความริษยาอันท่วมท้นที่ถูกปลดปล่อยออกมาทำเอาฮาร์เวสตาชาถึงกับต้องหวาดหวั่น
       เธอจึงได้ตั้งจิตอฐิษฐาน เพื่อชายอันเป็นที่รัก และเพื่อชีวิตของทั้งคู่นับจากนี้ไป...
       "ได้โปรดเถอะ... ท่านเทพเรชิกิ (零獅姫)ผู้เป็นดั่งมารดาข้า!
         ...ได้โปรดรับฟังความปรารถนาของข้าที!
         ขอจงช่วยปกป้องคุ้มครองคนที่ข้ารัก... ปกป้องคุ้มครองเราให้รอดพ้นภัยที!"
       「Was yant gagis presia fusya dilete... Lere!!」
        (เลเรเอ๋ย! โปรดคุ้มกายเราไว้ด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของท่านด้วยเถิด!!)
       จากนั้นจึงบังเกิดแสงสีขาวหมุนควงเป็นวงพุ่งตรงลงมาจากฟ้า เกิดเป็นขนนกสีขาวลอยล่องล้อมรอบตัวฮาร์เวสตาชา ท้องฟ้าราตรีเจิดจรัสไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ แล้วท่ามกลางแสงนั้นก็พลันปรากฎเป็นร่างของฮาร์เวสตาชาที่มีปีกสีขาวสิบสองปีก
       ฮาร์เวสตาชาที่อุ้มมิวไว้ในอ้อมแขนโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วรวบเอาแสงเหล่านั้นเข้าไว้เป็นลำ ก่อนจะใช้มันโจมตีใส่เทพปีกดำดาเทนโค
       ดาเทนโคกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายขณะจะสลายร่างไป ขนนกสีดำที่ปลิวอยู่ในอากาศถูกสายลมพัดจนกระจัดกระจายหายไปคนละทาง
       ความเงียบสงบมาเยือนเทวสถานฝั่งตะวันออกอีกครั้ง ขณะที่ฮาร์เวสตาชาสวมกอดมิวเอาไว้ทั้งน้ำตา
    
       ทุกคนที่หมู่บ้านยังคงเฝ้าอฐิษฐานให้ทั้งสองปลอดภัยอยู่ที่เทวสถาน
        แล้วใครคนหนึ่งที่เงยหน้าขึ้นโดยบังเอิญก็สังเกตเห็นปีกสีขาวล่องลอยลงมา
        แน่นอนว่านั่นหาใช่เทพองค์ใดเสด็จลงมายังลานพิธีของเทวสถานไม่
        ใครคนนั้นตะโกนเสียงดังจนชาวบ้านคนอื่นเริ่มรู้สึกตัว แล้วผู้คนที่ได้เห็นสิ่งเดียวกันต่างก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า
        ทว่ายังมีคนอื่นอีกที่สังเกตเห็นว่านั่นเป็นร่างของฮาร์เวสตาชาและมิวและบอกต่อกับคนอื่น
        ฮาร์เวสตาชาลอยลงมายังพื้นลานพิธี แสงสว่างเจิดจ้าจากปีกจางหายไปพร้อมกับปีกที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น
        ขนปีกสีขาวฟุ้งกระจายในสายลมอย่างแผ่วเบา  ลอยล่องทั่วบริเวณเทวสถานของหมู่บ้าน
        ฮาร์เวสตาชาที่กลับคืนร่างมนุษย์ตามเดิม กอดมิวไว้แน่น
        ชายหนุ่มเองก็เช่นกัน

        ทั้งคู่มองหน้ากันโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ริมฝีปากของทั้งคู่ค่อยๆเคลื่อนเข้าหากัน
        "แม้ว่าเทพธิดาแห่งความรักจะไม่ส่งยิ้มให้ข้า ข้าก็ยังรักท่าน"
        "แม้ว่าเทพธิดาแห่งความรักจะพรากเราจากกัน ข้าก็จะไม่ทอดทิ้งเจ้า"   
        ทั้งสองกระซิบเบาๆเช่นนั้น ก่อนจะบรรจงแลกจุมพิตซึ่งกันและกัน
         เป็นหนึ่งจุมพิตที่แสนดูดดื่มและยาวนาน
         ท่ามกลางเสียงปรบมือยินดีและอวยพรให้กับชีวิตคู่ของทั้งสอง
         แล้วขนนกสีขาวขนสุดท้ายก็ค่อยๆปลิวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าคราม
        
         「Was yea ra melenas yanje yanje eterne pitod yor!!」
         "ฉันรักเธอ และจะคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอไป"        
 
 
 
         คู่หมั้นของมิว ซาลพาโทนั้น แท้จริงคือร่างของเทพแห่งความรักซาลาพาทัวร์ที่ได้จุติลงมาในโลกมนุษย์เมื่อครั้งที่ตกหลุมรักมิวตั้งแต่แรกพบ ซาลาพาทัวร์นั้นได้ใช้อำนาจของตนเพื่อช่วงชิงหัวใจของมิวมาเป็นของตัวเองตั้งแต่คราวแรกที่พบกัน แต่ฮาร์เวสตาชากลับขโมยหัวใจของชายหนุ่มไปด้วยพลังแห่งรักที่ยิ่งใหญ่กว่า เทพธิดาแห่งรักที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความอิจฉาริษยาจึงชิงตัวมิวมาจากหญิงสาวอีกครั้ง
         แต่ด้วยพลังของเทพธิดาเลเรผู้เห็นใจในพลังแห่งรักของฮาร์เวสตาชา หญิงสาวจึงสามารถขับไล่ซาลาพาทัวร์ไป แล้วช่วยมิวกลับมาได้สำเร็จ
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ps. สำหรับสัปดาห์หน้า ขอคั่นด้วยฟูลรีวิวอนิเมเรื่องหนึ่งของซีซั่นฤดูใบไม้ผลิก่อนครับ แล้วถึงจะลงเรื่องของ Sol ciel ตามด้วยบทส่งท้าย

[Ar=ciel Ar=Dor] Afezeria HARVESTASYA (ภาคต้น)

posted on 22 Jun 2012 23:51 by bekung  in other
 
ขอทุกคนจงกู่ร้อง บทเพลงแห่งการฟื้นคืน
  บทเพลงของพวกเรา อันทรงไว้ซึ่งพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้
  จะชุบชีวิตดวงดาวแห่งความหวัง จะระบายฝันบนฟากฟ้าราตรี
  แล้วหัวใจทุกดวงที่ได้จดจำเรื่องราวเหล่านั้น ท้ายที่สุดจะประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

  Hymmers - เจตจำนงแห่งห้วงคำนึง



  นี่คือเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาของหมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางขุนเขา
  ภาพอาณาบริเวณสีเขียวขจี มีหมู่ไม้ใบหญ้าขึ้นปรกรกครื้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่นนี้  ท้องฟ้าอันปลอดโปร่ง อากาศที่แจ่มใสก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี
  และในวันนี้  เทวสถานเล็กๆที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
  ที่จริงต้องบอกว่า ผู้คนทั้งหมู่บ้านเล็กๆนั่น ได้มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ น่าจะเหมาะสมกว่า
  นั่นก็เพราะ หมู่บ้านนี้กำลังจะมีงานพิธีการที่เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต

  ใช่แล้ว นั่นก็คืองานมงคลสมรสนั่นเอง

  วันนี้เป็นวันที่ร่างทรงผู้พิทักษ์เทวสถาน ฮาร์เวสตาชา  และบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้าน มิว จะได้ให้สัตย์สาบานว่าจะมอบความรักให้แก่กันไปจวบจนสิ้นชีวี มิวนั้นได้ถูกหมั้นหมายกับ ซาลพาโท บุตรสาวของตระกูลผู้ดีจากเมืองข้างเคียงมาก่อน  แต่นั่นไม่อาจเอาชนะความรู้สึกที่เขามีต่อฮาร์เวสตาชาได้ มิวจึงได้เลือกที่จะปฎิเสธหญิงสาวผู้นั้นไป
   และแล้ววันนี้ วันที่ควรจะเปรียบเหมือนก้าวแรกอันยิ่งใหญ่สู่ชีวิตคู่ของทั้งสองคนก็มาถึง

  เหล่าผู้คนทั้งหลายต่างก็อดปลาบปลื้มใจไปไม่ได้ ในงานพิธีเฉลิมฉลองมงคลสมรสระหว่างบุตรของหัวหน้าหมู่บ้านและมิโกะแห่งเทวสถานแห่งนี้ เพราะไม่เคยมีพิธีสมรสครั้งใดที่จะงดงามอลังการและทรงความศักดิ์สิทธิ์เท่าเทียมกับครั้งนี้มาก่อน ไม่มีใครเลยที่จะไม่ร่วมยินดีไปกับทั้งคู่เมื่อได้รับฟังเรื่องราวอาการป่วยของมิวและความเด็ดเดี่ยวของฮาร์เวสตาชาผู้ออกเดินทางสู่"คีรีขับขาน" ซึ่งกลายไปเป็นบทเพลงที่ซาบซึ้งตรึงใจ

  แล้วงานพิธีก็ได้เปิดม่านขึ้นท่ามกลางสายตาของชาวหมู่บ้านมากมายผู้ร่วมเป็นประจักษ์พยาน ด้วยการปรากฎกายของมิวผู้เป็นบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านจากฝั่งซ้ายของลานพิธีแห่งเทวสถาน จากนั้นชายหนุ่มจึงได้เรียกหาผู้ที่อยู่อีกฝั่งของลานพิธีด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังแข็งกล้าแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
  「hyear! Was yea ra presia pitod enerel mea?」
  (นี่! ผู้ใดกันที่ยินดีจะร่วมทางชีวิตกับเราเสมอไป?) 
  และแล้วเสียงจากฝั่งขวาของลานพิธีที่ราวกับจะตอบรับประโยคนั้นจึงได้ดังขึ้น
  「Mea! Was paks ra firle wael, forgandal pak yehah eterne pitod yor.」
  (ฉันเอง! พอได้คิดว่าจากนี้ไปเราจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไปแล้ว แม้ว่าจะยังรู้สึกเขินอยู่บ้างแต่ก็ดีใจจริงๆ)
  ระหว่างที่ถ้อยเสียงนั้นยังไม่ทันจบลง ฮาร์เวสตาชาก็ปรากฎกายในชุดพิธีการที่ยาวกว่าความสูงตนถึงราวสามช่วงตัว พร้อมด้วยมงกุฎและสร้อยคอที่ดูสมถะแต่สวยสง่าสมฐานะ
  ทั้งสองค่อยๆเดินมาบรรจบกันที่ตรงกลางลานพิธีท่ามกลางเสียงปรบมือ
 
   ในงานพิธีการครั้งนี้ ยังได้มีการเชิญมิโกะในชุดสีขาวจากเมืองข้างเคียงเพื่อมาให้คำอวยพรแก่คู่บ่าวสาวอีกด้วย มิโกะผู้ดำเนินพิธีผู้ถูกเชิญมาเองก็ทำหน้าที่ของตนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เธอค่อยๆนำทั้งคู่กล่าวคำสัตย์สาบานต่อทวยเทพไปทีละขั้น
   จนมาถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นคำสัตย์สาบานเพื่อรับพระพรต่อหน้าเทพธิดาผู้มีนามว่า"ดาเทนโค"(堕天后 ราชินีตกสวรรค์) ความรักของทั้งคู่จะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อได้แลกจุมพิตกันต่อหน้าเทพธิดาแห่งความรักองค์นี้
  
   ทว่าในตอนนั้น  เพียบชั่ววูบเดียวเท่านั้น สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็ได้บังเกิดขึ้น
   มิโกะผู้นั้นได้ผลักร่างของฮาร์เวสตาชาออกไป จนหญิงสาวล้มลงไปนอนกับพื้น
   ในขณะเดียวกันก็คว้าตัวมิวเข้าไว้ในอ้อมแขน แล้วลอยเหินขึ้นสู่ยอดของเทวสถานอย่างง่ายดาย

    ขนนกสีดำจำนวนมหาศาลปลิวว่อนอยู่ในอากาศ บดบังท้องฟ้าที่เคยสดใสให้มืดมิดลงในพริบตา
    ฮาร์เวสตาชาที่ลุกขึ้นจากพื้น แผดเสียงใส่มิโกะที่ตอนนี้กลายเป็นตัวตนผู้มีปีกสีดำว่า
    "คืนมิวมานะ!!"
    มิวนั้นถูกทำให้หลับไปด้วยอำนาจของอะไรบางอย่าง จึงไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆได้เลย
    มิโกะในชุดขาวขยับริมฝีปากอย่างแผ่วเบาและเงียบงัน แต่กลับเกิดเป็นเสียงกระซิบที่ฮาร์เวสตาชาได้ยินอย่างชัดเจน
    "ฟังให้ดี เจ้าแมวขโมยตัวน้อย เจ้าทำข้าเสียแผน แถมยังคว้าหัวใจเจ้าหนุ่มคนนี้ไปได้ แต่นึกหรือว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าเรียกว่า"ความรัก"จริงๆ?
     ฮึฮึฮึ... แต่ถ้าหากความรักที่เจ้าว่าเป็นของจริงล่ะก็  ลองมาชิงตัวมิวกลับไปจากข้าอีกสักครั้งดูสิ"
     ทันทีที่พูดจบ เธอก็กระพือปีกสีดำขนาดยักษ์บินหายลับไปทางท้องฟ้าฝั่งตะวันออกพร้อมกับมิว
     ทิ้งไว้เพียงชาวหมู่บ้านที่กำลังสับสนอลหม่าน และฮาร์เวสตาชาที่หัวใจหลุดลอย

     คืนนั้นหญิงสาวได้แต่ร้องไห้อยู่เคียงข้างแม่ของเธอ ยามเมื่อได้ยินเรื่องราว
     ณ สถานที่ที่ตั้งอยู่สุดเขตตะวันออกของหมู่บ้าน ไกลออกไปอีกทางทิศตะวันออกนั้น ไม่มีสิ่งใดอยู่เลยนอกจากเทวสถานที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าเทพผู้มีปีกสีดำ
     จุดหมายปลายทางของหญิงสาวย่อมเป็นที่นั่นไม่ผิดแน่

     และแล้วฮาร์เวสตาชาจึงได้ตัดสินใจ ว่าจะออกเดินทางเพื่อช่วยมิวอีกครั้ง
    
     หญิงสาวเดินทางออกจากหมู่บ้านในยามที่แสงดาวสีน้ำเงินทอประกาย(ยามเช้าตรู่) เหล่าชาวบ้านทั้งหลายต่างก็ออกมายืนส่งเธอด้วยความห่วงใย
     การเดินทางสู่ฝั่งตะวันออกนั้น ดูจะหนักหนาสาหัสกว่าคราวที่เธอมุ่งสู่ฝั่งตะวันตกมากมายนัก

     ฝั่งตะวันออกที่ไร้ผู้คน ไม่มีแม้ทางสัญจร เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและสภาพอากาศอันเลวร้าย
     ในวันเดียว เธอต้องเดินทางผ่านหน้าผาสูงชัน ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นในยามกลางคืน และบางเวลาก็ต้องใช้พลังแห่งบทเพลงคุ้มครองกาย การเดินทางอันยากลำบากดำเนินไปจนกระทั่งหญิงสาวดั้นด้นมาจนถึงทุ่งหญ้าเล็กๆสุดขอบแผ่นดินทางตะวันออก
     ไกลออกไปจากขอบผาเบื้องล่าง ท่ามกลางทะเลหมอกที่อยู่ตรงหน้า เทวสถานที่เธอตามหาตั้งอยู่ที่นั่น
      กลุ่มเมฆดำทะมึนปกคลุมอยู่เหนือเทวสถาน บางครั้งฟาดสายฟ้าสะเทือนลงมาถึงแผ่นดินเบื้องล่าง สายลมที่กรรโชกผ่านทุ่งหญ้ายิ่งทำให้ใจของหญิงสาวกระวนกระวาย

     ฮาร์เวสตาชาค่อยกลั้นใจไปต่อจนถึงเทวสถาน

     ภาพที่เธอได้เห็นคือมิวและหญิงสาวอ่อนวัยอีกคนหันหน้าเข้าหากันภายในเทวสถานร้าง
     หญิงสาวผู้นั้นหัวเราะคิกคักเมื่อสังเกตเห็นฮาร์เวสตาชา
     "ที่นี่คือเทวสถานแห่งดาเท็นโค และต่อจากนี้ไปข้าและมิวกำลังจะผูกสัมพันธ์รักอันหวานชื่นกันในเทวสถานของเทพธิดาแห่งความรักนี่
       ฟังให้ดีล่ะ เจ้าแมวขโมยตัวน้อย ชายคนนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าด้วยคำสาปแห่งรักเรียบร้อยแล้ว
       แต่ว่านะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พวกเรามาเล่นกันสักหน่อยไหม
        ถ้าหากพลังแห่งรักของเจ้าเหนือกว่าคำสาปแห่งรักของข้าล่ะก็ แค่วิชาแบบนี้ เจ้าคงจะมองออกสบายๆสินะ" 
  
      ทันใดนั้น ก็บังเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น เทวสถานพังทลายลง เศษซากปรักหักพังของเสาค้ำยันและภาพวาดบนผนังปลิวกระจายทั่วฟ้า ทุ่งหญ้ารอบเทวสถานแปรสภาพกลายเป็นที่ราบด้วยแรงลมกระหน่ำ  มองเห็นแสงจันทร์เสี้ยวจากที่ไกลสาดส่องอยู่เบื้องหลังหญิงสาว
      ขนปีกสีดำเข้าห่อหุ้มร่างกายของเธอและชายหนุ่ม จากนั้นจึงคลายออกอีกครั้ง
      คราวนี้ปรากฎเป็นร่างของมิวสองคนท่ามกลางขนนกสีดำทมิฬที่ปลิวว่อน
      ไม่สิ คนหนึ่งคือมิวตัวจริง อีกคนคือร่างจำแลงของเจ้าของขนนกสีดำ
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทสุดท้าย ท่านฮาเว่ สำหรับคนที่ยังรออ่านครับ แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทยอยลงเหมือนเดิม
ตอนเก่าๆ หาได้ใน entryหลักของ ar=ciel ar=dor ครับ
 
   นานๆทีขอโหนกระแสกะเขาซะหน่อย จริงๆนี่ควรจะเป็นเรื่องที่เขียนลงบล๊อกนานแล้วตั้งแต่ตอนแปลซายะเสร็จใหม่ๆ ซึ่งตอนที่เขียนรีวิวซายะนั้น ไม่ได้กล่าวถึงผลงานที่มีอิทธิพลต่อการสร้างตัวตนของซายะ อย่าง Cthulhu Mythos ของ H.P. Lovecraft เลย แต่คราวนี้มีพลพรรคผู้ได้รับอิทธิพลจาก Cthulhu Mythos อีกหนึ่งรายที่กำลังดังเปรี้ยงปร้างอยู่ในขณะนี้อย่างเนียรุโกะ(ฉบับฟูลอนิเม) ปรากฎกายขึ้นมา เรื่องที่ถูกพับไว้ไม่ได้เขียนก็พลอยฟื้นคืนชีพตามมาด้วย ต้องขอบคุณเนียรุโกะนะเนี่ย!
 
   เนื้อเรื่องของจักรวาล Cthulhu Mythos ของเลิฟคราฟส่วนใหญ่ว่าด้วยตัวตนของความสยดสยองระดับดวงดาว ที่แทนด้วยชื่ออันพิลึกพิลั่นที่ไม่อาจเอ่ยนามได้อย่างถูกต้องด้วยภาษาอันใด ภูมิความรู้ต้องห้ามที่ยั่วยุความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติ การเปลี่ยนผ่านของอารยธรรมที่สูญสิ้นไปและกำเนิดขึ้นใหม่ แฝงไว้ด้วยมุมมองทางศาสนาอันพิลึกพิลั่น (เหมือนทั้งหมดนี่จะมีในซายะหมดเลยนะ) เรื่องราวของเลิฟคราฟนั้นมีอิทธิพลต่อนักเขียนในยุคนั้นอีกหลายท่านที่นำตัวตนจากจักรวาลของเลิฟคราฟไปผูกเป็นเรื่องราวใหม่ๆ นอกจักรวาลCthulhu Mythos (กรณีของยุคนี้ก็คงคล้ายๆกับโทโฮของZUN ที่ต่อยอดไปเป็นโดจินมากมาย จนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นofficial)
    ในบรรดาตัวตนอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายใน Cthulhu Mythos ครั้งนี้เราจะยกมาพูดแค่สอง คือ Nyarlathotep และ Shoggoth ตามหัวข้อentry
    Nyarlathotep (จะอ่านยังไงก็ตามแต่) มีคุณสมบัติหลายประการของตัวละครประเภทจอมบงการเจ้าเล่ห์ เป็น Outer God หนึ่งเดียวที่เข้ามาคลุกคลีกับมนุษย์ เรียนรู้ภาษามนุษย์ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับหมู่มนุษย์เพียงเพื่อจะบรรลุเป้าหมายในการสร้างความโกลาหล(Chaos)เพื่อความสนุกสนานของตนเอง ด้วยความที่Nyarlathotepนั้นมีรูปโฉมถึงพันแบบ ภาพลักษณ์จึงมักไปซ้อนทับกับบุคคลผู้เป็นศูนย์กลางแห่งความโกลาหลหรือเจ้าลัทธิอะไรบางอย่าง อย่าง ศาสตราจารย์โมริอาตี้ ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเชอร์ล๊อคโฮล์มส์หรือผู้นำนาซีอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
   
(ภาพนี้คงต้องตั้งชื่อให้ว่า "พริบตาที่รู้ว่าถูกหลอกใช้" เมื่อโมริอาตี้ผู้คอยยื่นมือช่วยเหลือตัวเอกอย่างแมรี่เสมอกลับกลายเป็นอวตารของเนียลาโฮเทป เหล่าร้าย(?)ทั้งหลายที่เคยร่วมมือกันปราบมาก็เป็นเพียงครึ่งเดียวของแผนการในการขึ้นครองบัลลังค์แห่งชาร์นอท หนำซ้ำอีกครึ่งหนึ่งกลับถูกสานต่อโดยชาร์ลอตเพื่อนรักที่เธอเฝ้าตามหามานาน เรียกว่าองค์กรของตัวร้ายโดนตีแตกทั้งจากภายนอกและภายในด้วยน้ำมือของชายเพียงคนเดียว แมรี่หรือชาร์ลอต ไม่ว่าใครจะชนะ มนุษยชาติก็พ่ายแพ้--Shikkoku no Sharnoth)
 
(เนียรุโกะที่กำลังล่อลวงตัวเอกในชุดผ้ากันเปื้อนลายเลิฟคราฟ--Haiyoru NyaruAni!)
 
  ต่อไปเป็นพาร์ทที่ทุกคนรอคอยครับ Shoggoth
    พื้นเพของ Shoggoth ตามต้นฉบับของเลิฟคราฟเองนั้น เป็นสิ่งที่ถูก Elder Things สร้างขึ้นมาใช้งานดั่งข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวก แต่ภายหลังเกิดกลายพันธุ์และมีสติปัญญาต่อต้านการควบคุมทางจิตของ Elder Things ขึ้นมาจึงลุกขึ้นปฎิวัติผู้สร้างที่แม้จะไม่สำเร็จในคราแรก แต่ประสบชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในภายหลังด้วยอารยธรรมของ Elder Things ที่ถดถอยลง ตรงข้ามกับการเลียนแบบและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของทาสอย่างShoggoth ที่แซงหน้าแม้กระทั่งผู้สร้าง จนสามารถยึดครองที่มั่นแห่งสุดท้ายของ Elder Things ได้จนหมดสิ้น (สรุปจาก At the Mountains of Madness)
 
    ที่วิเคราะห์กันว่าซายะนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า Shoggoth นั้นก็มีมูลมาจากข้อความในบันทึกของศาสตราจารย์โอไกผู้เปรียบเสมือนบิดาของซายะ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่แม้จะไม่ถึงขนาดNyarlathotep แต่ก็เพียงพอในการใช้งานทั่วไปจากร่างกายที่เหมือนกับก้อนเนื้อ และการเรียนรู้ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ส่วนข้อสันนิษฐานที่ว่าซายะถูกผู้สร้างทิ้งไว้นั้นก็จะเข้าทำนองเดียวกันกับย่อหน้าที่แล้ว ที่Elder Things แม้จะรู้ว่าShoggothนั้นจะพัฒนาสติปัญญาจนสามารถทรยศผู้สร้างได้แล้ว แต่ก็ยังจำต้องเก็บไว้ต่อไปเพราะไม่อาจหาสิ่งอื่นใดมาแทนShoggothได้ สรุปได้กลายๆว่าเหล่าพี่น้องของซายะที่ลอยอยู่ในอวกาศก็น่าจะมาจากการล่มสลายของ Elder Things บนระบบดวงดาวอื่นนอกจากโลกนั่นเอง
 
    การได้อ่านงานที่เป็นต้นกำเนิดแรงบันดาลใจของหลายๆเรื่องนี่ มันรู้สึกดีจริงๆนะ
 
   
    ....วันนี้เนียรุโกะตอน2
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ps. อะไรนะ ไม่รู้จะหาอ่านจากไหน ลองนี่ http://cthulhuchick.com/complete-works-lovecraft-pdf/
 

Recommend